้ว พอเห็นไป๋ซู่เข้ามา ไทฮองไท่เฟยก็ลุกขึ้นมานั่งทันที นางทำตาแดงพลางยื่นมือออกมาเรียก “จ่างจูของข้า” ท่าทางที่ตื้นตันและโศกเศร้านั้นทำให้ขอบตาของไป๋ซู่ชื้นขึ้นมาทันที นางสะอึกสะอื้นพลางเรียก “ไทฮองไท่เฟย” และคุกเข่าคำนับหน้าเตียง
“เจ้านี่นะ!” ไทฮองไทเฮาเอ่ยอย่างไม่พอใจ “กลับมาก็ดีแล้ว ไม่ใช่ช่วงตรุษจีนเสียหน่อย ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าคำนับเช่นนี้” แล้วตำหนิไทฮองไท่เฟยอีก “จะคุยก็คุย จะร้องไห้ทำไม? แค่ไม่ได้เจอกันไม่กี่วัน ต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยหรือ?” พอเอ่ยจบก็ยังมองไทฮองไท่เฟยอีกครั้ง
ไทฮองไท่เฟยรีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดตรงหางตา พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “นี่ก็เพราะหม่อมฉันดีใจไม่ใช่หรือเพคะ?”
“ในเมื่อดีใจก็อย่าร้องไห้เลย” ไทฮองไทเฮาเอ่ย พลางส่งสัญญาณให้ไป๋ซู่มานั่งข้างนาง แล้วเอ่ยว่า “เจ้าก็อย่าสนใจย่าของเจ้าเลย นางคิดถึงเจ้าน่ะ เจ้ากลับวังตั้งแต่เมื่อไร? กินอาหารเที่ยงหรือยัง? ตอนเที่ยงเป่าหนิงกินข้าวต้มเขียวไปแค่นิดเดียวก็คงจะหิวแล้วเหมือนกัน ข้าให้ห้องครัวเล็กทำขนมถั่วแดงให้พวกเจ้ารองท้องสักหน่อย อีกเดี๋ยวพวกเรากินข้าวต้มผักกวางตุ้งกัน”
เจียงเซี่ยนยิ้มพลางเข้ามาคารวะไทฮองไทเฮากับไทฮองไท่เฟย แล้วนั่งลงข้างทั้งสองคนคนละข้างกับไป๋ซู่ และเอ่ยอย่างอยากรู้อยากเห็นว่า “ไทเฮาเสด็จมาทำอะไรที่นี่หรือเพคะ? แล้วทำไมถึงพาลูกชายของหลี่ฉางชิงนั่นมาพบเสด็จยาย?”
นางเอ่ยพลางชายตาสังเกตไทฮองไท่เฟย
ไทฮ