ถึงอย่างไรก็เคยเป็นสตรีที่สูงศักดิ์ที่สุดในใต้หล้านี้ เจียงเซี่ยนจึงเข้าใจความคิดของเฉาไทเฮาเป็นอย่างดี คนเช่นนาง เฉาไทเฮาไม่เพียงไม่รู้สึกว่าตนเองถูกล่วงเกิน ทว่ายังรู้สึกว่าเด็กสาวอย่างเจียงเซี่ยนยิ่งโตก็ยิ่งรู้ความ สุภาพเรียบร้อย และเป็นที่รักของคนมาก
รอยยิ้มบนหน้าเฉาไทเฮาอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย
แต่ไทฮองไทเฮามองอยู่กลับรู้สึกเกลียด
นางรู้ความคิดของเฉาไทเฮา
นางไม่ชอบเฉาไทเฮา จึงไม่ชอบเฉาเซวียน และไม่ชอบตระกูลเฉาที่เมื่อก่อนร่ำรวยและมีอำนาจแต่ตอนหลังกลับตกอับไปด้วย
“เด็กตอนที่กำลังโตก็เหมือนเดิมทุกวัน” ไทฮองไทเฮายับยั้งความไม่พอใจในใจไว้แล้วตอบเฉาไทเฮาไปเล็กน้อยก็เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นว่า “ฝ่าบาทก็ไม่ได้มาที่วังของข้าหลายวันแล้วเหมือนกัน เขาเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าได้ยินหลิวเสี่ยวหม่านบอกว่าหลายวันนี้ฝ่าบาทเสวยไม่ค่อยได้เลย? เพราะอาหารไม่ถูกพระโอษฐ์หรือ? ได้เรียกหมอหลวงไปตรวจหรือไม่?”
หลิวเสี่ยวหม่านมักจะไปสอบถามแทนไทฮองไทเฮาอยู่เสมอ
เฉาไทเฮาได้ยินแล้วก็ตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ให้หมอหลวงไปตรวจแล้วเพคะ บอกว่าพระกระยาหารในพระอามาศัยไม่ย่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร งดอาหารไม่กี่วันก็หายแล้วเพคะ” นางพูดอยู่ สายตาก็จับจ้องไปที่เจียงเซี่ยนอีกครั้งแล้วเอ่ยว่า “ชาซิ่งเหริน[1]ที่ดื่มตอนมาครั้งที่แล้วอร่อยมาก ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนทำเองกับมือหรือ? คิดไม่ถึงว่าเป่าหนิงยังทำชากับของว่างเป็นด้วย”
เจียงเซี่ยนเป็นใ