ฉียวถิงชี้ไปยังโซฟาที่อยู่ตรงข้ามตัวเองอย่างสบายๆ บ่งบอกให้หลินจื้อตงนั่งลงพูดคุย
หลินจื้อตงนั่งลงอย่างระมัดระวัง ท่าทีเผชิญหน้ากับศัตรูทำให้มุมปากของชายหนุ่มเผยรอยยิ้มหยันที่จางสุดขีดออกมา
“ได้ยินเสี่ยวหลินบอกว่า เดือนที่แล้วนายเริ่มการต่อสู้บนสังเวียนเดิมพันเองแล้วก็พ่ายแพ้เหรอ?” เวลานี้คิ้วของชายหนุ่มเคร่งขรึมขมวดจนเป็นรอยบุ๋มลึกสุดขีดสองอัน เห็นได้ถึงอารมณ์ของเขาที่ไม่ดีเอามากๆ
หลินจื้อตงก้มหน้ากล่าวด้วยสีหน้าละอายใจว่า “ขอโทษนะ หัวหน้า ฉันประมาทไป”
คนที่ฟ้องก็คือเฉียวหลิน น้องชายของเฉียวถิง หลินจื้อตงรู้ว่าต่อให้เขาอธิบายอีกแค่ไหน ก็สู้คำพูดประโยคเดียวของน้องชายแท้ๆ ของหัวหน้าไม่ได้ หัวหน้าต้องมีอคติแล้วแน่ๆ ไม่สู้ยอมรับผิดอย่างซื่อสัตย์แบบนี้ยังจะทำให้หัวหน้ากลุ่มเปิดทางรอดให้บ้าง
เฉียวถิงไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมา นิ้วชี้และนิ้วกลางของมือขวาที่วางอยู่บนโซฟากำลังถูกับนิ้วโป้งอย่างรุนแรง นี่เป็นอากัปกิริยาที่เคยชินตอนเขากำลังครุ่นคิด
เฉียงถิงเงียบไปทำให้หลินจื้อตงไม่กล้าส่งเสียงพูดยิ่งกว่าเดิม ได้แต่รอคอยการตัดสินของเฉียวถิงอย่างเงียบงัน
“เป็นนักเรียนใหม่เหรอ?” เฉียวถิงเหมือนกับกำลังสอบถาม และก็คล้ายกับพึมพำกับตัวเอง
“ใช่แล้ว เป็นนักเรียนใหม่อวดดีกลุ่มนั้น แถมยังตั้งกลุ่มนักเรียนใหม่ขึ้นมาแล้วด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจากที่เข้าสู่การควบคุมหุ่นรบตอนปีสอง กลุ่มนักเรียนใหม่นี้ยังย