ส่วนโจวย่ากลับเงียบไปสักพัก จากนั้นถึงค่อยเอ่ยปากพูดช้าๆ ว่า “รอยยิ้มของรุ่นพี่หลี่ดูอ่อนโยนและไม่มีพิษภัยมากจริงๆ แต่ว่าพอเขายิ้มผมก็จะรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา อาจเป็นเพราะผมพูดคุยกับรุ่นพี่หลี่เป็นครั้งแรก เลยค่อนข้างรู้สึกแปลกหน้าอยู่…” สีหน้าของโจวย่าดูสับสนอยู่บ้าง
หานอวี้ไม่รอให้โจวย่ากล่าวจบก็ตบมือพูดว่า “เห็นมะ โจวย่ารู้สึกเหมือนฉันเลย…”
คำพูดนี้ทำให้ยิ้มเจื่อนขึ้นมา ความจริงแล้วเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตัวเองรู้สึกเคร่งเครียดทำไม แต่มันไม่ได้เหมือนกับที่หานอวี้พูดไว้แน่นอน ที่คิดว่ารอยยิ้มของหลี่หลานเฟิงดูเสแสร้งมาก เขาเป็นรุ่นพี่ที่อ่อนโยนชัดๆ ทำไมหัวหน้ากลุ่มหานอวี้ถึงต่อต้านอีกฝ่ายขนาดนี้ล่ะ?
แน่นอนว่าต่อให้โจวย่าสงสัยอีกแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางเอ่ยถามออกไป เพราะว่าการเป็นปรปักษ์และการปัดแข้งปัดขากันในหมู่คนระดับสูงก็ไม่มีเหตุผลมากมายขนาดนั้น บ่อยครั้งแค่อำนาจส่วนหนึ่งก็ทำให้คนเอาเป็นเอาตายกับอีกฝ่ายได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่ไม่ชอบขี้หน้าเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม โจย่าไม่สนใจเลย เพราะส่วนใหญ่แล้ววิธีการของหานอวี้คือการกวาดล้างอุปสรรคเพื่อให้เขากลายเป็นเสนาธิการของอู๋จี๋ ควรรู้เอาไว้ว่า หลี่หลานเฟิงถูกยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นเสนาธิการของกลุ่มหุ่นรบในอู๋จี๋ มีชื่อเสียงบารทีลึกล้ำในหมู่สมาชิก ถ้าหากไม่มีความช่วยเหลือของหานอวี้ อาศัยแค่ผลงานของเขาเกรงว่าอาจจะได้แต่รอให้หลี่ห