้ว่าอีกฝ่ายใช้ท่าไม้ตายที่ทรงพลังขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผลที่ตามมาเลย นี่ทำให้ในใจเขาได้รับการปลอบประโลมอยู่บ้างเช่นกัน อย่างน้อยที่สุด อีกฝ่ายก็ไม่ใช่คนที่อยู่ยงคงกระพันจริงๆ
ถ้าหากฝ่ายตรงข้ามไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย…ฮั่วเจิ้นอวี่อดยิ้มขื่นในใจไม่ได้ เขาเชื่อว่าความมั่นใจของตัวเองจะต้องถูกอีกฝ่ายทำลายทันทีแน่นอน แล้วก็เกิดความสงสัยต่อตัวเองว่า ทักษะการต่อสู้มือเปล่าที่ฝึกฝนมาอย่างยากลำบากห้าปีนี้เป็นเพียงเรื่องขบขันหรือเปล่า…
ต่อให้เป็นเช่นนี้ ความมั่นใจของเขายังคงโดนโจมตีจนเกือบพังทลายอยู่ดี ฮั่วเจิ้นอวี่รู้ว่า หากต้องการสร้างความมั่นใจขึ้นมาใหม่ ลืมเลือนเงามืดที่อีกฝ่ายมอบให้เขา เกรงว่าคงจะต้องใช้เวลานานมาก…
เวลานี้พันเอกถังอวี้มองไปทางฮั่วเจิ้นอวี่ เอ่ยถามเสียงดังว่า “ฮั่วเจิ้นอวี่ เธอสู้ต่อได้หรือเปล่า?” บางทีผู้ชมยังไม่อาจรู้สภาพของฮั่วเจิ้นอวี่อย่างลึกซึ้งได้ แต่พันเอกถังอวี้ที่ชมดูอยู่ใกล้มากที่สุดรู้ดีว่า ฮั่วเจิ้นอวี่ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว เกรงว่าจะฝืนสู้ต่อไปได้ไม่นานเท่าไหร่
ฮั่วเจิ้นอวี่ได้ยินคำกล่าวก็ยิ้มฝืดเฝื่อน เขาชูมือขึ้นกล่าวออกมาตรงๆ ว่า “กรรมการครับ การประลองรอบนี้ผมขอยอมแพ้” กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดถูกทำลาย ร่างกายเกือบพัง ฮั่วเจิ้นอวี่ไม่รู้ว่าเขายังสามารถใช้อะไรสู้ต่อไปได้อีก
หลิงหลานเอ่ยปากพูดอย่างจริงจังว่า “ขอบคุณมากครับ!”
คำพูดที่หลิงหลานเอ่ยมาไม่