าปรากฏโทสะขึ้นมา โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำที่เดินขึ้นหน้ามาก้าวหนึ่งและตะคอกว่า “ไอ้หนู พูดจาให้ดีหน่อย!”
อู่จย่งปรายตามองและเอ่ยอย่างเฉยชาว่า “ว่าไงนะ? นายไม่พอใจเหรอ?”
การเหยียดหยามอย่างชัดเจนในแววตาของอู่จย่งทำให้คนเหล่านั้นรวมกลุ่มกันเดินเข้ามาหลายก้าว ทำหน้าเดือดดาลราวกับอยากจะสั่งสอนอู่จย่ง
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเข้าไปใกล้อีก เหล่านักเรียนใหม่ที่เดิมทีนั่งเงียบๆ ในโรงอาหารพลันลุกขึ้นมา ถลึงตามองคนของเหลยถิงกลุ่มนี้ด้วยแววตาฉุนเฉียว ราวกับเตือนว่าหากเข้ามาใกล้อีกก้าวก็อย่าโทษที่พวกเขาไม่เกรงใจล่ะ
เมื่อเห็นคนสามร้อยกว่าคนลุกขึ้นมาทันที สีหน้าคนของเหลยถิงห้าหกคนนั้นก็เปลี่ยนไปทันใด พวกเขาทยอยกันหยุดก้าวเท้า เวลานี้เองชายหนุ่มชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินที่เป็นผู้นำคนนั้นก็หัวเราะขึ้นมาหลังจากที่สีหน้าเปลี่ยนไปหลายรอบ “ฮ่าๆ เมื่อตะกี้นี้แค่ล้อเล่นเท่านั้น เห็นกลุ่มนักเรียนใหม่กลมเกลียวกันขนาดนี้ พวกเราเหลยถิงก็ปลื้มใจ พวกนายมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะต่อสู้กับเหลยถิงของพวกเรานะ!”
คนที่มาหน้าหนามากสุดๆ ในขณะที่พูดเอาใจกลุ่มนักเรียนใหม่ ก็ไม่ลืมยกยอกลุ่มของตัวเอง เขายิ้มแย้มพลางมองอู่จย่งแล้วถามว่า “หัวหน้าคนนี้ ไม่รู้ว่าฉันควรเรียกนายว่ายังไงดี?”
อู่จย่งคลายแขนสองข้างลง นิ้วมือเคาะโต๊ะเบาๆ จ้องมองผู้นำคนนั้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม สีหน้าที่คุ้นเคยนี้ทำให้พวกฉีหลงอดปวดฟันไม่ได้ ขอร้องล่ะ ต่อให้น