วบหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อว่า “พวกเรารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมมากเลยนะ”
มุมปากของหลินจื้อตงมีรอยยิ้มหยันเล็กน้อย เขามองไปยังคนอื่น สายตาของพวกเขาไม่ปกปิดความไม่พอใจเลยสักนิดเดียว เขาเอ่ยเสียงเย็นเยียบว่า “ไม่ใช่ฉันไม่อยากบอกพวกนาย แต่ฉันกลัวว่าหลังจากที่บอกพวกนายแล้ว ความลับนี้จะรั่วไหลน่ะสิ เวลานั้นมันจะสร้างความเสียหายให้เหลยถิงของเราไม่ใช่น้อยๆ เลย”
“นายไม่เชื่อพวกเราเหรอ?” มู่อิงเด้งตัวขึ้นมาอีกครั้ง
“ใช่ ฉันไม่เชื่อใจพวกนาย” หลินจื้อตงตอบโดยไม่เกรงใจเลยสักนิดเดียว
“แก….” คำพูดของหลินจื้อตงทำให้คนอื่นๆ ที่อยู่ตรงนี้ต่างหน้าเปลี่ยนสี รู้สึกว่าคำพูดนี้สบประมาทพวกเขา
ชายหนุ่มที่เป็นคนไกล่เกลี่ยเห็นว่าท่าไม่ดีแล้วก็รีบเอ่ยว่า “จื้อตง นายพูดแบบนี้ได้ยังไง เราเป็นเพื่อนกันมาหลายปีขนาดนี้ ขนาดความเชื่อใจยังไม่มีให้เลยหรือไง?”
หลินจื้อตงได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าเริ่มอ่อนโยนลงเล็กน้อย “ไม่ใช่ไม่เชื่อใจพวกนาย แต่ฉันไม่เชื่อใจคนที่อยู่ข้างกายพวกนายต่างหาก ควรรู้เอาไว้นะว่า ยิ่งคนรู้เยอะ ความลับก็จะยิ่งรั่วไหลได้ง่ายขึ้น และเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงอนาคตของเหลยถิงพวกเราว่าท้ายที่สุดจะรวมกลุ่มอำนาจของโรงเรียนให้เป็นหนึ่งเดียวได้หรือเปล่า?”
“หมายความว่าไง?” คำพูดของหลินจื้อตงทำให้สีหน้าทุกคนเปลี่ยนไป
“พวกนายต้องใช้พลังจิตสาบานว่าความลับก็หยุดอยู่แค่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่บอกพวกนาย” หลินจื้อตงดึงด