ในตอนที่ฉีหลงส่งเสียงร้องออกมานั้น คนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นแล้วว่าคนที่ยืนอยู่ด้านหลังพวกเขาอย่างเงียบเชียบก็คือหลิงหลานที่พวกเขารอคอยกันมาตลอดนี่เอง ทุกคนต่างตื่นเต้นขึ้นมา
รอยยิ้มตรงมุมปากของหลิงหลานหายไปอย่างไร้ร่องรอยในระหว่างที่ฉีหลงหันศีรษะมา เมื่อเธอได้ยินคำถามของฉีหลงก็ทำหน้าขรึมทันที แค่นเสียงเย็นกล่าวว่า “ฉันนั่งอยู่ด้านหลังพวกนายมาตลอด แต่พวกนายเลินเล่อจนไม่ได้ตรวจดูด้านหลัง ถ้าเกิดฉันเป็นนักฆ่าขึ้นมา พวกนายคงหนีไม่รอดสักคน”
เดิมทีเธอนึกว่าพวกเขาไปผจญภัยระหว่างดวงดาวมาครั้งหนึ่งแล้ว ควรจะเปลี่ยนเป็นระมัดระวังรอบคอบขึ้นบ้าง ไม่นึกเลยว่ายังคงประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง มองข้ามจุดที่ไม่ควรมองข้ามมากที่สุด
ฉีหลงกับลั่วล่างเผชิญหน้ากับดวงหน้าเย็นเยียบของหลิงหลานก็ไม่กล้าทักท้วง ก้มหน้าลงรับการสั่งสอนทันทีด้วยสีหน้าอับอายและสำนึกผิดไม่หยุด
มีเพียงหานจี้จวินที่ฝืนใจอธิบายว่า “ลูกพี่ นายจงใจเก็บกลิ่นอาย ต่อให้พวกเราระวังอีกแค่ไหนก็ป้องกันตัวจากนายไม่ได้หรอกนะ”
คำพูดของหานจี้จวินทำให้ฉีหลงกับลั่วล่างพยักหน้าอย่างสุดชีวิต ความจริงแล้ว เมื่อพวกเขามาถึงที่นี่ก็สังเกตสภาพบริเวณรอบๆ อย่างระมัดระวังแล้ว นักท่องเที่ยวที่นั่งอยู่บนที่นั่งด้านหลังเขาไม่กี่คนนั้นมีกลิ่นอายธรรมดาสุดขีด ไม่พบความผิดปกติเลย ถึงทำให้พวกเขาคลายความระแวดระวังลง
“ต่อให้สัมผัสถึงอันตรายไม่ได้ ก็ผ่อนคลายความระมัดระวังลงทั้ง