“เคราะห์ภายนอก…ท่านหมายความว่า วันขึ้นครองผลของผู้อาวุโส อาจมีผู้รุกรานจากภายนอก?”
“ไม่ใช่ว่าอาจมี แต่ต้องมีแน่”
จงกวงเจินเหรินหัวเราะเบา “เพราะข้าไม่อาจทะลวงด่านในดินแดนนิกายศักดิ์สิทธิ์ได้ หากอยากจะขึ้นครองผล จำต้องไปยังแคว้นอื่นแห่งหนึ่ง”
ลวี่หยางขมวดคิ้ว “ที่ใด?”
“ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเจียงเป่ย”
“นามว่าแคว้นชิ่ง”
จงกวงเจินเหรินอธิบายว่า “สถานที่นั้นเกิดจากศึกชิงวิถีครั้งหนึ่งที่นิกายศักดิ์สิทธิ์ของเราแพ้แก่ราชสำนักเต๋า ถูกจักรพรรดิแห่งเต๋าตอกลงกลางเจียงเป่ย กลายเป็นปรากฏการณ์พิเศษ”
“การบำเพ็ญเพียรในนั้นแตกต่างไปจากเจียงเป่ยเราโดยสิ้นเชิง เป็นการเลียนแบบราชสำนักเต๋า ตั้งอยู่ที่พรมแดนของเจียงซีและเจียงตง ทั้งยังเป็นสะพานเชื่อมของราชสำนักเต๋าในการเข้าสู่เจียงเป่ย”
“ข้าจะใช้ที่นั่นเป็นทรัพยากรขึ้นครองผลของข้า”
เมื่อสิ้นเสียง กลิ่นอายทั่วกายของจงกวงเจินเหรินแปรเปลี่ยนฉับพลัน ดุจเพลิงเล็กปลายไม้ แต่ชั่วพริบตากลับลามกลืนราวเพลิงป่าทั่วทุ่ง
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ คุณลักษณะของตะเกียงดับแสงคืออะไร?”
ในมหาวิหาร เสียงของจงกวงเจินเหรินพลันแผ่วพร่าขึ้นราวหมอกควัน
ลวี่หยางเคร่งขรึม เขาเคยอาศัยความวิเศษแห่งกระบี่อเวจี ย่างเหยียบอันตราย จึงเคยเห็นภาพพิสดารที่ตะเกียงดับแสงปรากฏออกกับตา
“ตะเกียงดับแสง แท้จริงแล้วคือแสงแห่งประทีปทองคำ ส่องสว่างในที่ที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มิอาจส่องถึง กระจ่างแจ้งในย