งมักถูกเหล่าเจินจวินร่วมมือกันลบล้างเสมอ”
“เช่นหากข้าล้มเหลวในครานี้ ก็จะเป็นเจินจวินเฟยเสวี่ยผู้ลบล้างกิเลสแห่งเต๋าที่ข้ากลายเป็น”
จงกวงเจินเหรินยังหยิบยกตนเป็นตัวอย่าง ทว่าไม่ทันขาดคำ ลวี่หยางก็ลุกขึ้นด้วยสีหน้าเข้มขรึม เอ่ยถ้อยคำหนักแน่นว่า
“ขออาจารย์ลุงอย่าได้พูดเพ้อเจ้อ!”
“การแสวงหาแก่นทองคำครานี้ ผู้อาวุโสเตรียมพร้อมถ้วนถี่ เบื้องบนมีเจินจวินคุ้มภัย เบื้องล่างมีพวกเราถวายชีวิต สมควรแก่คำกล่าวว่าย่อมมีชัยสิบส่วน อาจารย์ลุงโปรดอย่าได้ทำให้จิตใจแห่งมรรคผลสั่นคลอน!”
“ฮ่า ๆ ๆ จริงดังว่า เป็นข้าที่กล่าวเกินไป”
จงกวงเจินเหรินหรี่ตา แม้รู้ว่าลวี่หยางกำลังประจบตน แต่ก็ต้องยอมรับว่าคำพูดนั้นฟังแล้วเข้าหูยิ่งนัก
อิ๋นซานเจินเหรินที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างถึงกับถอนใจอยู่ในใจ ร้อยปีก่อนตนยังถือเป็นผู้อาวุโสเบื้องหน้าของลวี่หยาง แต่ยามนี้กลับกลายเป็นว่าฝ่ายนั้นสนิทกับพี่ใหญ่จงกวงยิ่งกว่า กลายเป็นตนต้องยืนท้ายแถว ช่างเถอะ คิดดี ๆ แล้ว สงสัยเพราะปากของข้าคงจะทื่อเกินไป!
ทำไมข้าไม่พูดคำพวกนั้นให้ได้ก่อนเขานะ!?
แม้คิดเช่นนั้น แต่อิ๋นซานเจินเหรินกลับไม่รู้สึกขุ่นเคืองอันใด ใจสงบอย่างยิ่ง กล่าวเรียบ ๆ ว่า “เหตุภายในต่าง ๆ พี่ใหญ่เตรียมไว้พร้อมแล้ว”
“ตราบใดเป็นเคราะห์ภายใน พี่ใหญ่ย่อมฝ่าฟันได้แน่นอน”
“สิ่งที่ต้องกังวล มีเพียงเคราะห์ภายนอกเท่านั้น”
คำพูดของอิ๋นซานเจินเหรินทำให้ลวี่หยางเคร่งเครียดทันใด