“ถึงแม้ว่าจะเสียนายพลในสนามรบไปหนึ่งคน แต่สหพันธรัฐกลับได้พลังต่อต้านมากขึ้น ฉันไม่อยากให้เหตุการณ์ของพลตรีหลิงเซียวเกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว” เหล่าเหลียนกล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นหม่นหมองอย่างยิ่ง จนถึงตอนนี้เขายังคิดไม่ออกว่า ทำไมต้องส่งหุ่นรบ IN อาวุธสุดยอดของสหพันธรัฐไปยังสนามรบที่ไม่สลักสำคัญแห่งนั้นอย่างไร้เหตุผลด้วย? สิ่งที่น่าขบขันยิ่งกว่าคือ ไม่นึกเลยว่าผู้ควบคุมขั้นเทวะที่สำคัญต่อสหพันธรัฐขนาดนี้กลับถูกประเทศศัตรูวางแผนลอบทำร้ายได้ง่ายดายขนาดนั้น….เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของพวกเขาไปกินขี้กันหมดแล้วหรือไง?
ทุกครั้งที่คิดถึงตรงนี้ หัวใจเขาก็เดือดเป็นฟืนเป็นไฟ อยากจัดการพวกโง่เง่าที่วางแผนนี้ขึ้นมาจริงๆ…ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะผู้นำสูงสุดของประเทศจับคนพวกนั้นมาสืบสวนทันทีแล้วละก็ เกรงว่าเวลานั้นทหารสหพันธรัฐที่ถูกความโกรธครอบงำจะต้องพุ่งเข้ามาที่กองทัพแล้วจับพวกเขามากินลูกปืนของทุกคนก่อนถึงจะค่อยหยุดแน่นอน
“อย่าพูดเรื่องน่าเศร้านั้นเลย เรื่องของพลตรีหลิงเซียวคือความแค้นในใจทุกคนในสหพันธรัฐ” สีหน้าของเฉิงหย่วนหังหม่นหมองตาม ต่อให้ผ่านไปแล้วสิบปี ประชาชนของสหพันธรัฐยังคงไม่สามารถยอมรับความจริงที่โหดร้ายนี้ได้
เฉิงหย่วนหังมองไปยังหลิงหลานที่อยู่ไกลๆ สีหน้าเขาดีขึ้นเล็กน้อย เขาปลุกจิตใจตัวเองและกล่าวว่า “ถึงแม้ว่าเด็กสองคนเมื่อตะกี้นี้จะมีพรสวรรค์ดีมาก ความสามารถก็เพียงพอ แต่ว่า