ตภายใต้ความห่วงใยของพ่อแม่ เขาก็ได้เรียนรู้การพิจารณาไตร่ตรอง เรียนรู้ว่าจะต้องพึ่งพาตัวเองถึงจะสามารถได้รับชีวิตที่ตัวเองต้องการ
“ได้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็จะไม่ฝืนใจใคร” หลี่อิงเจี๋ยก็ตรงไปตรงมาเช่นกัน เขาปล่อยวางความคิดเรื่องกำราบหลินจงชิงไปจริงๆ จากนั้นเขาก็เอ่ยกับผู้ติดตามคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายด้วยใบหน้าเย็นชาว่า “ยังจะยืนทำอะไร? นั่งลงทานข้าวได้แล้ว”
พวกผู้ติดตามต่างก็เป็นเด็กในชุดเครื่องแบบสีอื่นๆ จะกล้าไม่เชื่อฟังคำสั่งของหลี่อิงเจี๋ยได้ที่ไหน พวกเขาต่างทยอยกันนั่งลงทานข้าว
ในที่สุดหลินจงชิงที่ไม่ตกอยู่ในวงล้อมอีกก็ค่อยรู้สึกโล่งใจ หลี่อิงเจี๋ยตัดใจจากเขาได้เองก็เป็นเรื่องดีที่สุด อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้คลายความระมัดระวังลง เขากลัวว่าหลี่อิงเจี้ยแค่พูดเฉยๆ เท่านั้น แต่ความจริงแล้วกลับคิดจัดการเขาอย่างลับๆ
หลินจงชิงรู้ดีว่า จากความสามารถของเขาในตอนนี้ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาต่อต้านหลี่อิงเจี๋ยได้เลย ข้อบัญญัติที่ว่าผู้แข็งแกร่งเป็นที่เคารพได้ปกป้องเขาไว้ และก็ทำให้เขาตกอยู่ในอันตราย เมื่อหลี่อิงเจี๋ยตัดสินใจจัดการเขา เขาย่อมรับมือไม่ไหว นี่ก็เป็นเหตุผลที่เขากล้ำกลืนความอัปยศพัวพันกับกลุ่มของหลิงหลาน
ใช่แล้ว หลี่อิงเจี๋ยจับตามองเขาตั้งแต่วันแรกที่เปิดเรียน และเขาก็ไม่อยากกลายเป็นลูกน้องของใครสักคน เขาทนรับชีวิตหกปีในห้องทดลองมามากพอแล้ว ไม่ง่ายเลยที่จะได้รับอิสระ เขาจะปล่อยมันไป