้าเด็กนี่คาดการณ์จนถึงวันนี้ไว้แต่แรกแล้วหรือเปล่า ดังนั้นถึงได้ทำสัญญากับเธอไว้ตั้งแต่เริ่มแรกว่าจะไม่ให้มีความรุนแรงในครอบครัว?
เธอพยายามสูดลมหายใจหลายครั้ง สงบสติอารมณ์ของตัวเองแล้วค่อยถามว่า “งั้นนายก็บอกมาตามตรง หกเดือนมานี้พลังจิตของฉันเพิ่มขึ้นไปเท่าไรแล้วกันแน่” ถ้าจะตายก็ต้องตายโดยที่รู้อะไรบ้าง หลิงหลานไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นผีที่งุนงงเลอะเลือนหรอกนะ
“ความจริงแล้ว มันก็เติบโตขึ้นนิดหน่อย…” เสี่ยวซื่อใช้นิ้วมือเล็กๆ ที่ดูป้อมสั้นของตัวเองมาเปรียบเทียบเพื่อสื่อว่ามันเพิ่มมาไม่เยอะจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นเพิ่มขึ้นมานิดหน่อยก็หมายความว่าจะไม่มีอันตรายใช่ไหม” หลิงหลานพูดประชดด้วยรอยยิ้มหยัน เธอย่อมไม่เชื่อเด็กนิสัยเสียที่ไม่ยอมพูดจาซื่อสัตย์เท่าไรหรอกนะ
เสี่ยวซื่อรู้สึกเสียความมั่นใจไปชั่วขณะ เขาเอ่ยด้วยความอึดอัดว่า “ถ้าหากไม่มียาในครั้งนี้ อีกสองปีให้หลังเธอจะป่วยหนักมาก แต่ว่าขอเพียงเธอหมั่นฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณบำรุงร่างกาย ฉันกะดูแล้วว่าเธอฝึกฝนต่อไปอีกสามปีก็จะสามารถฟื้นกลับมาเป็นปกติ แต่ว่าตอนนี้มียานี้แล้ว อันตรายแฝงเร้นทั้งหมดก็จะถูกกำจัดทิ้งไป ดังนั้นก็จะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว” มันกล่าวแล้วก็ทำหน้าลำพองใจ ราวกับลืมไปแล้วว่าถ้าหากไม่มียาละก็จะเกิดผลย่ำแย่แค่ไหน
หลิงหลานเห็นแบบนี้ก็ได้แต่ปล่อยเจ้าเด็กนี่ด้วยความจนใจ จะเอาจริงเอาจังกับมันก็มีแต่จะทำให้ตัวเองโมโห อย่างไรก็ตาม เธอย