หลิงซู่เหรินยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกใช่ ความลังเลในแววตาของเขาไม่มีอีกต่อไปแล้ว เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มหยันว่า “ในเมื่อหลานสะใภ้หลิงเซียวพูดแบบนี้ ตระกูลหลิงของพวกเราก็ไม่อาจฝืนใจคนได้ หลิงหลานจะเดินไปทางไหน ตระกูลหลิงของพวกเราก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวแล้ว”
“ถ้าเกิดหลิงหลานสืบทอดตำแหน่งแล้ว ตระกูลหลิงจะต้องอพยพออกจากโดฮาภายในหนึ่งเดือน คุณอาเหริน ถึงเวลานั้นอย่าโทษว่าฉันไร้น้ำใจนะคะ?” หลานลั่วเฟิ่งเลิกคิ้วมองดูตัวแทนของฝ่ายกองทัพและรัฐบาลแวบหนึ่ง เตือนหลิงซู่เหรินว่าฝ่ายกองทัพและรัฐบาลเป็นพยานให้กับทั้งสองฝ่าย พวกเขาจะกลับคำไม่ได้
หลิงซู่เหรินเผชิญหน้ากับหลานลั่วเฟิ่งที่พูดจายกตนเหนือกว่า เขาก็เอ่ยด้วยความเดือดดาลว่า “ถ้าหากหลิงหลานไม่สามารถสืบทอดตำแหน่ง ฉันก็สามารถขอให้พวกเธอออกจากโดฮาภายในหนึ่งเดือนได้แบบนี้เหมือนกันใช่ไหม”
หลานลั่วเฟิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันว่า “ฉันกล้าพูดแบบนี้ ฉันก็ต้องทำได้ หรือว่าตระกูลหลิงของพวกคุณจะมีความกล้าสู้ผู้หญิงอย่างฉันคนนี้ไม่ได้? แน่นอนว่าถ้าเกิดพวกคุณยอมสละการสืบทอดตำแหน่งเอง ฉันก็จะทำใจกว้างให้พวกคุณอยู่ที่โดฮาต่อไป”
คำพูดของหลานลั่วเฟิ่ง หนึ่งเป็นการแสดงท่าทีถอยเพื่อรุกเพื่อบีบหลิงซู่เหริน ไม่ให้ตระกูลหลิงมีโอกาสกลับคำ สองคืออยากให้โอกาสสุดท้ายแก่ตระกูลหลิง ถ้าหากพวกเขาละโมบให้น้อยลงหน่อย ภายในยี่สิบปีนี้พวกเขาก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในโดฮา รับประกันฐานะของตระกูลห