้จะมีแต่คนพกปืน แต่ความสามารถทางกายภาพระดับเหนือมนุษย์แบบอัศวินก็ยังคงเป็นสิ่งพิเศษอยู่ดี
‘อย่างน้อยผมก็ไม่ได้เลือกเป็นพ่อมดหรือขอทาน’
ถ้าเกิดมาเป็นพ่อมด ก็คงถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากร ต้องหลบหนีตลอดเวลา
หรือถ้าเป็นขอทาน คงต้องวิ่งพล่านในชุดชั้นในกับดาบทื่อ ๆ แทนชุดเกราะ
สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ “ผมจะใช้ชีวิตในโลกนี้อย่างไร”
จิตใจเป็นของคนยุคปัจจุบัน ร่างกายเป็นของอัศวินยุคกลาง ส่วนโลกที่อยู่ตอนนี้—เป็นยุคหลังอุตสาหกรรม
จะว่าไปแล้ว…นี่เรากลายเป็นลูกผสมของทุกยุคสมัยไปแล้วหรือเปล่านะ?
ผมตระหนักได้ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ปรับตัวให้เข้ากับร่างกายนี้ก่อน
เพราะช่องว่างระหว่างสิ่งที่คิดกับคำพูดที่หลุดออกมานั้นช่างแตกต่างกันเหลือเกิน
ผมเข้าใจว่ามันเป็นผลพวงจาก “สายเลือดของอัศวินพเนจร” แต่ผมไม่อยากจะติดอยู่กับนิสัยแบบนี้ไปตลอดชีวิตแน่นอน
โชคดีที่มันก็ไม่ได้แก้ไม่ได้
อย่างตอนที่ผมหยิบเงินจากศพพวกอันธพาล ก็ไม่มีสัญญาณว่า “จิตอัศวิน” ในร่างนี้จะขัดขืนอะไรเลย
‘หรือบางที…อัศวินคนนี้อาจจะเคยเป็นนักเลงมาก่อนก็ได้มั้ง’
ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แล้วก็ถอดชุดเกราะออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะล้มตัวลงบนเตียง
แม้จะรู้สึกว่าอนาคตน่าจะลำบาก แต่ตอนนี้…ผมแค่อยากหลับให้เต็มอิ่มก่อน
เช้าวันต่อมา
ห้องอาหารชั้นล่างของโรงเตี๊ยมที่ปกติจะเงียบเหงาในตอนเช้า กลับคึกคักผิดปกติ
กว่าครึ่งเป็นทหารรับจ้างที่เพิ่งดื่มกันเมื่อคืน
“