ารของคนป่าเถื่อนอยู่บ้าง ไม่ค่อยมีความรู้สึกของระเบียบวินัยที่เคร่งครัดเท่าไหร่ กองทัพชายแดนชั้นยอดของราชสำนักกองทัพเป่ยเสวียนนี้ ระเบียบวินัยดูเหมือนจะแย่กว่าที่เขาคิดไว้
สุ่มถามทางไปจวนแม่ทัพ กู้เฉิงก็ตั้งใจเปลี่ยนกลับไปสวมเกราะนิลของหน่วยพิทักษ์ราตรีอีกครั้ง แล้วจึงไปถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพ
กู้เฉิงลงจากม้าแล้วพูดกับทหารยามที่เฝ้าประตู “รบกวนสองท่านแจ้งให้ทราบหน่อยว่า หน่วยพิทักษ์ราตรีเมืองหลวงมีสาส์นลับจะส่งให้แม่ทัพใหญ่เป้ยเซ่าเจี๋ย”
ทหารยามสองคนที่เฝ้าประตูมีสีหน้าแปลกๆ เหมือนกับเห็นอะไรที่ไม่น่าเชื่อ
“เจ้าเป็นคนของหน่วยพิทักษ์ราตรีรึ ของจะส่งให้เป้ยเซ่าเจี๋ยรึ”
กู้เฉิงพยักหน้า ขมวดคิ้วเล็กน้อย สองคนนี้เป็นอะไรไป
หลังจากจ้องมองกู้เฉิงอย่างละเอียดหลายครั้ง ทหารยามคนหนึ่งจึงพูดด้วยสีหน้าแปลกๆ “ตามข้าเข้ามา”
กู้เฉิงตามทหารยามคนนั้นเข้าไปในจวนแม่ทัพ ในห้องโถงใหญ่มีเสียงพูดคุยดังแว่วมา
กลางห้องโถงประชุมมีชายฉกรรจ์อายุสี่สิบต้นๆ ร่างกายกำยำ หน้าตาองอาจไม่มีหนวดเครานั่งอยู่ เขาสวมชุดเกราะกิเลนสีดำ ไอเย็นที่แผ่ออกมาจากทั่วร่างของเขานั้นเย็นเยียบอย่างยิ่ง
สองข้างมีนักรบนั่งอยู่เป็นแถว ประมาณสิบกว่าคน พวกเขามีทั้งชายหญิง เด็กผู้ใหญ่ การแต่งกายก็แตกต่างกันไป บางคนสวมเกราะรบ บางคนสวมชุดบัณฑิตยาว และยังมีผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับสวมชุดกระโปรงสีสันสดใสแบบเหมียวเจียง
กู้เฉิงรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผ