ล้ว”
กู้เฉิงประสานมือคารวะ “ขอบคุณท่านผู้บัญชาการใหญ่”
ชุยจื่อเจี๋ยสามารถทำเพื่อเขาได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่ามีเมตตาอย่างที่สุดแล้ว แม้กระทั่งหลังจากที่เขาจากไปแล้ว ชุยจื่อเจี๋ยอาจจะต้องถูกเซี่ยอันจือตำหนิอีก
จ้าวซิงหมิงและคนอื่นๆก็เดินเข้ามาอำลากู้เฉิง “พวกข้าขอให้ท่านผู้ตรวจการมีอนาคตที่สดใส”
ในวินาทีนี้ สถานะของกู้เฉิงในใจของพวกเขาก็ได้แซงหน้าเมิ่งหานถังไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่ เขาอยู่ที่เมืองเหอหยางต่อไปไม่ได้แล้ว
หลิ่วอิ๋งอิ๋ยงยังคงถอนหายใจบ่นอยู่ที่นั่น “กว่าจะหาที่พึ่งได้ พอจะพึ่งได้มั่นคงแล้ว ภูเขาก็หายไปแล้ว”
คนของหน่วยพิทักษ์ราตรีอำเภอหลัวเหล่านี้ยังคงทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของชุยจื่อเจี๋ย กู้เฉิงก็ไม่ได้กังวลอะไร ดังนั้นเขาก็ไม่รอช้า รีบเตรียมม้า จัดกระเป๋าเดินทางง่ายๆแล้วก็ออกเดินทางลงใต้ทันที
ห้าวันต่อมา ภายในสำนักเสวียนอู่เจินจง
ศิษย์คนหนึ่งเคาะประตูเรือนหลังหนึ่งอย่างประหม่า เสียงที่ไพเราะดังออกมาจากข้างใน “เข้ามา”
ภายในเรือน หญิงงามในชุดชาววังคนหนึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ในลานบ้าน
ดูจากท่าทางแล้วนางอายุประมาณสี่สิบกว่าปี หน้าตางดงาม รูปร่างอวบอิ่มสูงโปร่ง แต่กลับมีท่าทีที่ดูเย็นชา ทำให้คนรู้สึกว่าไม่อยากเข้าใกล้
นางคือมารดาของผู้ตรวจการทหารหง ไป๋จื่อเวย ผู้อาวุโสแห่งสำนักเสวียนอู่เจินจง
หากกู้เฉิงได้เห็นหน้าตาของไป๋จื่อเวยจะต้องสงสัยแน่นอนว่าบิดาของผู้ตรวจการทหารหงคนนั้นหน้าต