ญเพียรที่บำเพ็ญปราณเป็นหลักอย่างเขาและตู้จื่อหยางเท่านั้นที่มีอนาคตที่กว้างไกลกว่าและต่อให้คนคนนี้จะไม่ใช่ตู้จื่อหยาง แต่เป็นศิษย์ธรรมดาของสำนักเต๋าเสวียน เขาก็จะไม่ยอมส่งตัวให้มีคนมาที่สำนักเต๋าเสวียนของเขาขอคน สำนักเต๋าเสวียนของเขาก็ต้องยอมส่งตัวให้ ถือว่าสำนักเต๋าเสวียนของเขาเป็นอะไรหน้าตาของสำนักเต๋าเสวียนของเขาไม่ต้องรักษารึกู้เฉิงจ้องมองอวี๋ไป่เชียน “แต่ในแดนอสูร ยังมีชีวิตคนอีกสามสิบกว่าคน”อวี๋ไป่เชียนพูดเรียบๆ “แล้วชีวิตศิษย์ของข้าก็ไม่ใช่ชีวิตรึ”“เจ้าสำนักอวี๋ไม่คิดจะส่งตัวคนรึ”อวี๋ไป่เชียนสะบัดแขนเสื้อ ฮึ่มเสียงเบา “น่าขัน หากใครมาขอคนสำนักเต๋าเสวียนของข้าก็ต้องยอมส่งตัวให้ เช่นนั้นสำนักเต๋าเสวียน
ของข้ายังจะมีความหมายอะไรอีก ข้าที่เป็นเจ้าสำนักก็ลาออกไปเลยดีกว่า”บรรยากาศของทั้งสองฝ่ายกดดันถึงขีดสุด ทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากนอกประตู“ฮ่าๆ ท่านทั้งสองใจเย็นๆ ก่อน มีเรื่องอะไรก็ค่อยๆ คุยกันสิจะต้องประจันหน้ากันขนาดนี้ทำไม”นักรบวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปี ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สวมชุดเกราะนิลสีดำของหน่วยพิทักษ์ราตรีเดินเข้ามาเขาพูดกับกู้เฉิง “น้องกู้ใช่ไหม ข้าคือเฉินฉงซานผู้ตรวจการณ์ราตรีอำเภอเฟิงหยวน”“โอ้ ท่านเฉินนี่เอง”กู้เฉิงเห็นจงหลินที่เดินตามหลังเฉินฉงซานเข้ามา ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายกับสำนักเต๋าเสวียนมีความสัมพันธ์กันอย่างไรหน