คำพูดของกู้เฉิงไม่เกรงใจเลย ราวกับว่ากินขาดคนของสองสำนักนี้แล้ว ทำให้สีหน้าของจงหลินและต่งขุยดำคล ้าลงพวกเขาไม่ได้เห็นคนหนุ่มที่หยิ่งผยองเช่นนี้มานานมากแล้วจงหลินเยาะเย้ยเสียงเย็น ลุกขึ้นมายืน “ให้ข้าผู้เฒ่ามาก่อนเถอะคนหนุ่มล้วนเลือดร้อน แม้หนทางการบำเพ็ญเพียรจะยึดผู้บรรลุธรรมเป็นหลัก ไม่ได้ดูที่อายุ แต่ข้าวที่ข้าผู้เฒ่ากินมาหลายปี ก็ไม่ใช่ว่ากินไปโดยเปล่าประโยชน์”กู้เฉิงแคะหู ชักกระบี่ห้วงโลหิตออกมาอย่างไม่ใส่ใจ เดินออกไปยืนอยู่กลางโถงใหญ่ของสมาคมฉางเล่อเพราะเป็นการประลองยุทธ์ ทั้งสองฝ่ายหนึ่งรุกหนึ่งรับ ออกกระบวนท่าเพียงครั้งเดียว ดังนั้นจึงไม่ได้ไปที่ลานประลองด้านนอก“ลงมือเถอะ” กู้เฉิงพูดเรียบๆในการประลองยุทธ์ การลงมือก่อนย่อมได้เปรียบการลงมือก่อนจะมีเวลาเตรียมตัวมากกว่า และอีกฝ่ายก็ไม่รู้ว่าเจ้าจะใช้วิธีอะไร การรับมือโดยไม่รู้ย่อมยากกว่าการลงมือเอง
จงหลินฮึ่มเสียงเย็น สองมือประสานอิน เส้นไหมสีเลือดพุ่งออกมาจากปลายนิ้วทั้งสิบของเขา แทรกเข้าไปในแขนเสื้อที่กว้างใหญ่ของเขาเสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน ข้อต่อโลหะทีละชิ้นถูกเส้นไหมสีเลือดดึงออกมา เรียงตัวประกอบกัน ในที่สุดก็กลายเป็นหุ่นโลหะสูงครึ่งคน ด้านหลังมีเส้นไหมสีเลือดสานกันไปมา ราวกับหุ่นเชิดแคร้งแขนทั้งสองข้าง ข้อศอก เข่า และส่วนข้อต่ออื่นๆ ของหุ่นโลหะต่างก็มีใบมีดแหลมคมโผล่ออกมา ดูเย็นเยียบอย่างยิ่ง“ดูท่าท่านกู้จะใช้กระบี่รึ เช