ดือดพล่านปะทุออกมากู้เฉิงใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแทนกระบี่ แสงโลหิตอันร้อนแรงปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วของเขายาวสามนิ้ว ฟาดลงบนพื้นอย่างแรงพื้นที่ปูด้วยหินแกรนิตชั้นดีกลับถูกแสงโลหิตนี้กรีดเป็นรอยลึกสามนิ้ว รอยนั้นรอบๆ เรียบเนียนอย่างยิ่ง ราวกับถูกหลอมละลาย
สีหน้าของกู้เฉิงกลับซีดขาวลงทันทีเมื่อครู่เมื่อสัญญาสัตย์เลือดก่อตัวขึ้น พลังโลหิตในร่างกายของเขาก็เริ่มเดือดพล่าน ในชั่วพริบตานั้นก็เผาผลาญพลังโลหิตของเขาไปไม่น้อยแน่นอนว่าพลังอำนาจของมันก็น่าทึ่งอย่างยิ่ง หากพลังนี้พุ่งเข้าไปในร่างกายคน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นอิทธิฤทธิ์สัตย์เลือดนี้สมควรที่จะใช้ในการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับคนอื่น การใช้พลังโลหิตของผู้อื่นมาร่ายสัตย์เลือดถึงจะเป็นวิธีการใช้งานที่ถูกต้องมิฉะนั้นหากใช้เพียงพลังโลหิตของตัวเองมาร่าย ก็เท่ากับว่าสังหารศัตรูหนึ่งพัน ทำร้ายตัวเองแปดร้อยในขณะที่กู้เฉิงยังอยากจะปิดด่านอีกสองสามวัน เพื่อทำให้พลังบำเพ็ญมั่นคงขึ้น เสี่ยวอี่กลับมาเคาะประตูหาเขา บอกว่าเมิ่งหานถังเรียกเขาไปปรึกษาเรื่องงานเมื่อกู้เฉิงไปถึงจึงได้พบว่า ในห้องประชุมไม่ได้มีเพียงเมิ่งหานถังชุยจื่อเจี๋ย และผู้ตรวจการณ์ราตรีอีกสองคนก็อยู่ด้วยอีกสองคนนั้นกู้เฉิงเคยเห็นแล้วในช่วงสองสามวันที่ฝึกฝนอยู่ที่เมืองหลวง
คนหนึ่งอายุสามสิบกว่าปี หน้าตาไร้อารมณ์ ท่าทางเย็นชาโหดเหี้ยม เขาคือ ‘หน้ากากอสูร’ ซ่งเฉิงสวิน ผู้ตรวจการณ์