วังและความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
ขณะเดียวกัน ฉู่ซือเยว่ก็ยกมือขึ้นปิดปากตนเอาไว้ด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างจบแทบจะถลนออกมา
“ท่านพี่! หยางเอ๋อร์! เยว่เอ๋อร์! ไม่ใช่อย่างที่พวกเจ้าเห็นนะ ข้า…ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร!”
หลิวอันเซียงรีบร้องบอกด้วยความลนลาน ในใจนางสับสนจนทำอะไรไม่ถูก หัวสมองพลันอื้ออึงไปชั่วขณะ แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ลางสังหรณ์ในใจได้ร้องเตือนอย่างบ้าคลั่งถึงลางร้ายบางอย่าง
ทันใดนั้นเอง บุรุษปริศนาหนึ่งในสองคนที่อยู่ข้างกายหลิวอันเซียงก็ได้ขยับกายเข้ามาใกล้นาง พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็ว จงใจให้คนทั้งห้องได้ยินชัดเจน
“ฮูหยิน เหตุใดท่านจึงเย็นชานักเล่าขอรับ พวกเราปรนนิบัติท่านอย่างซื่อสัตย์มาตั้งนาน หรือว่าท่านลืมรสสัมผัสเมื่อครู่ไปเสียแล้ว?”
“นั่นสิขอรับ เมื่อคืนท่านยังพร่ำบอกอยู่เลยว่าใต้เท้าฉู่ช่างจืดชืดและน่าเบื่อนัก สู้พวกเราไม่ได้แม้เพียงเสี้ยว” บุรุษอีกคนเอ่ยสมทบพลางทำท่าทีออดอ้อนอิงแอบ
ซึ่งประโยคเหล่านี้ราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง ทำให้โทสะในใจของฉู่จิ้งหยวนยิ่งลุกโชนมากกว่าเดิม เขาคว้าแจกันลายครามที่ใกล้ที่สุดทุ่มลงบนพื้นจนแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ อย่างโกรธจัด
เพล้ง!
เศษกระเบื้องที่กระเด็นไปทั่วห้