เห็นธงสะบัดโบก สตรีซู่หนี่ว์และบรรพชนอสูรวิญญาณพลันปรากฏร่าง โดยเฉพาะบรรพชนอสูรวิญญาณ พอเห็นลวี่หยางก็ชะงักไปเล็กน้อย
แต่ไม่นานเขาก็เข้าใจ ถอนหายใจหนึ่งครา “เจ้าวางรากฐานแล้วหรือนี่ ดี… ดีมาก”
“บรรพชนกล่าวเกินไปแล้ว”
ลวี่หยางคำนับหนึ่งครา จากนั้นก็กล่าวว่า “บรรพชน ศิษย์เพิ่งวางรากฐานสำเร็จ ได้รับความเมตตาจากนิกายศักดิ์สิทธิ์ อนุญาตให้เปิดภูผาในทะเลเมฆเชื่อมฟ้า ข้าคิดว่า บางที…อาจอาศัยโอกาสนี้เปิดฟื้นฟูนิกายอสูรวิญญาณขึ้นใหม่ได้”
คำกล่าวนี้ ทำให้บรรพชนอสูรวิญญาณถึงกับนิ่งงัน “…เจ้าว่าอะไรนะ?”
ต่อจากนี้ สีหน้าของเขาก็พลิกเปลี่ยนให้เห็นกันตรงตา เสียงกล่าวออกมายิ่งสั่นเครือ “เปิดฟื้นฟูนิกายอสูรวิญญาณ…เจ้ามิได้พูดล้อข้ากระมัง?”
“ย่อมมิใช่” ลวี่หยางตอบพลางยิ้ม “ข้าเป็นศิษย์นิกายอสูรวิญญาณโดยแท้ บัดนี้บรรลุวางรากฐาน มีโอกาสเปิดฟื้นฟูนิกาย ไยเล่าจะไม่ทำ?”
ยิ่งกว่านั้น ก็แค่ยกน้ำใจตามน้ำเท่านั้น
สำหรับบรรพชนอสูรวิญญาณที่เป็นผู้มีฝีมือชั้นครู ลวี่หยางให้ความสำคัญมาก ย่อมไม่คิดขัดข้องใจที่จะมอบคุณค่าทางอารมณ์สักนิด
ถัดจากนั้น บรรพชนอสูรวิญญาณก็ถอนหายใจยาวลึก เหมือนกับเพิ่งปรับใจให้มั่นคงได้อีกครา พอมองลวี่หยางอีกครั้งก็กล่าวขึ้นว่า “รากฐานที่เจ้าตั้งขึ้น ล้ำลึกเหนือกว่าของนิกายอสูรวิญญาณเรามาก ข้าสมัยก่อนแม้จะหลอมเคล็ดกำเนิดได้ แต่ประสบการณ์นั้นย่อมไม่อาจใช้กับเจ้า ทุกสิ่งต้องพึ่งเจ้าด้วยตนเอ