งล่ะ
แต่ว่าสุดท้ายแล้วเฉินเฟิงก็พบว่า เสี่ยวเย่ใสซื่อบริสุทธิ์จริงๆ แค่คำพูดหยอกล้อที่แฝงมุกทะลึ่งเล็กน้อยพวกนั้น เธอก็ยังยืนฟังแล้วงงเป็นไก่ตาแตก ถ้าหากจะไปเล่าเรื่องตลกลามกให้ฟังละก็ เฉินเฟิงก็รู้สึกว่าตัวเองจะลามกเกินไป ไม่ค่อยเหมาะสมที่จะไปพูดกับเด็กสาวที่ใสซื่อเช่นนี้
เมื่อถึงวันที่สามแล้ว ชายร่างใหญ่ก็ขึ้นมาบนเขาอีกครั้ง
แต่ว่าคราวนี้ สีหน้าของเขาดูเหมือนจะไม่ค่อยสู้ดีนัก
เฉินเฟิงถามว่า “แกเป็นอะไรไปเนี่ย? ดูหน้านิ่วคิ้วขมวดไปหมด”
ชายร่างใหญ่เดิมทีก็ไม่อยากจะพูด แต่เมื่อคิดดูแล้วก็พูดว่า “คุณชายเฉิน คนตระกูลไป๋มีคนรู้ว่าคุณชายไป๋มาติดต่อกับคุณอยู่”
เฉินเฟิงก็ฉงนไปสักครู่ เขาไม่รู้สึกว่านี่จะเป็นปัญหาอะไรเลย
เขาถามอย่างแปลกใจว่า “หรือว่าตระกูลไป๋ไม่พอใจอะไรฉันเหรอ?”
ชายร่างใหญ่อธิบายว่า “มีคนมาหาที่บ้านตระกูลไป๋ ดูเหมือนว่าอยากจะร่วมมือกับตระกูลไป๋มาจัดการกับคุณ คนในบ้านตระกูลนี้บางคนก็เห็นด้วย แต่ก็ยังมีบางคนที่เขาคัดค้านอยู่ ดังนั้นตอนนี้พวกเขากำลังถกเถียงกันยังหาข้อยุติไม่ได้เลย”
เฉินเฟิงก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บ้าง “มีคนต้องการจะจัดการฉัน แล้วยังร่วมมือกับตระกูลไป๋อีกด้วย ดูเหมือนในเขตทะเลทรายนี้ฉันก็ไม่ได้ลงทุนทำธุรกิจอะไรไว้เลยนะ?”
ชายร่างใหญ่พูดว่า “แผนการของพวกเขาก็คือมุ่งเป้าไปยังธุรกิจของท่านที่ยันเจียงต่างหาก”
เฉินเฟิงก็มองเขาด้วยความสงสัยแล้วพูดว่า “แกแน่ใจเหรอ?”
แต่ชาย