้าเอง ขอให้ได้แผนค่ายกลเพิ่มขึ้นอีก!”
กว่างไห่ได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้าอย่างพอใจ
ตามแผนการที่เคยหารือไว้กับฝ่ายเต้าถิง ต่อจากนี้พวกเขาควรจะต้องรุกอย่างมั่นคง วางค่ายกลหนาแน่นเป็นชั้น ๆ เพื่อปิดล้อมศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์ให้แน่นิ่งอยู่ที่นี่
แต่สถานการณ์บัดนี้กลับเปลี่ยนไป
ในเมื่อในหมู่ศิษย์ของนิกายศักดิ์สิทธิ์มีผู้ฝึก “คัมภีร์เก้าแปรมังกร” ขึ้นมาแล้ว กว่างไห่ก็ไม่คิดจะดำเนินตามแผนเดิมอีก
เพราะหากปล่อยให้ศิษย์ผู้นั้น ซึ่งฝึก “คัมภีร์เก้าแปรมังกร” สำเร็จ ถูกทางเต้าถิงฆ่าตายไปเล่า จะไม่เสียดายจนสิ้นเปลืองหรอกหรือ?
เขาจึงสั่งการให้ฝ่ายสุขาวดีเร่งมือดำเนินการก่อนกำหนดในทันที
ในสายตาของเขาเวลานี้ ย่อมเห็นว่าฝ่ายตนคว้าชัยไว้ในกำมือแล้ว
เพราะกว่างหมิงไม่ได้เปิดเผยพลังแท้จริงของลวี่หยางออกมา กว่างไห่จึงแม้จะตื่นตระหนกและโกรธเกรี้ยวกับการพินาศของเหล่าศิษย์มังกรทั้งกอง แต่ก็หาได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
อย่างไรเสีย ฝ่ายตรงข้ามก็เป็น “นิกายศักดิ์สิทธิ์”
ตามการประเมินของกว่างไห่ ต่อให้นิกายศักดิ์สิทธิ์สามารถสังหารศิษย์มังกรจนสิ้นซากได้ ก็ต้องแลกมาด้วยความเสียหายไม่น้อยเช่นกัน แล้วจะเอาอะไรไปต่อกรกับเหล่าภิกษุทั้งแปดหมวดของสุขาวดีที่รวมพลกันมาทั้งหมด?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า ภายใต้การวางแผนร่วมกันระหว่างเต้าถิงกับสุขาวดี ตั้งแต่นิกายศักดิ์สิทธิ์ก้าวเข้าสู่โลกทับซ้อนมา ก็สูญเสียศิษย์ไปแล้วเกื