“ของชิ้นนี้เดิมทีเป็นมรดกตกทอดมาหลายยุคหลายสมัยของตระกูลฉันแล้ว ไม่ใช่เป็นเพราะว่าที่บ้านเกิดภัยพิบัติขึ้นมากะทันหันละก็ พวกเราคงไม่มารบกวนอาจารย์ของพวกคุณหรอก…….”
ในขณะที่ชายชราคนนั้นกำลังจะเริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสมบัติล้ำค่าชิ้นนั้น ทันใดนั้นก็มีคนมาตบไหล่ของเฉินเฟิง
เป็นเพราะว่าเขากำลังใจจดใจจ่ออยู่ที่ห้องข้างๆ ถึงกับละเลยสิ่งรอบข้างตัวไป แต่พอรู้สึกตัวสะดุ้งขึ้นมา ก็เห็นใบหน้าของเฟิ่งซีที่จ้องมองเขาด้วยความสงสัย
เธอพูดด้วยเสียงที่ต่ำว่า “คุณกำลังแอบฟัง ฉันจะไปบอกพี่สาว”
แล้วทำท่าว่าจะเข้าไปในห้องโถง เฉินเฟิงก็รีบดึงมือเธอไว้ จึงหยุดยั้งเธอไว้ได้ แล้วถามอย่างแตกตื่นว่า “คุณจะทำอะไรเนี่ย?”
เฟิ่งซีหัวเราะที่กลลวงสำเร็จจึงพูดว่า “คุณแอบฟังพี่สาวคุยกัน ฉันก็ต้องไปบอกพี่สาวเป็นธรรมดาสิ”
เฉินเฟิงเกรงว่าเธอจะไปจริง จึงรีบอธิบายว่า “คนแก่และเด็กหนุ่มสองคนนั้น ฉันรู้สึกว่าไม่ใช่เป็นคนดีเท่าไหร่เลย ฉันกำลังเป็นห่วงว่าหลงหลินจะเสียเปรียบหรือเปล่า?”
เพราะว่าความสัมพันธ์ของพี่น้องสองสาวลึกซึ้งมาก เฟิ่งซีฟังแล้วหน้าก็เปลี่ยนสีทันที จึงรีบเข้าใกล้แล้วถามว่า “คุณเห็นอะไรเหรอ หรือว่าพวกเขาเจตนาแต่งเรื่องขึ้นมาหลอกว่าได้ฝากของไว้กับอาจารย์ จากนั้นก็จงใจจะมาใกล้ชิดพวกเรา”
เฉินเฟิงยิ้มฝืดๆแล้วพูดว่า “คุณคิดมโนเก่งจังเลยนะ ฉันก็เพียงแต่รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆเท่านั้นเอง ก็ต้องคอยสังเกตดูก่อน ถ้า