าดเจ็บของเธอดีขึ้นมาก เพียงแต่ยังไม่สามารถลงจากเตียงเท่านั้น และเพราะว่าตัวเองเป็นหมออยู่แล้วดังนั้นพวกเธอจึงเข้าใจสภาพร่างกายของตัวเองอย่างดี
เมื่อเห็นว่าเฉินเฟิงเดินเข้ามาคนเดียว เธอก็ถามด้วยความแปลกใจทันที: “เฟิ่งซีล่ะ?”
“เมื่อวานนี้เธอฝังเข็มให้กับนายท่านเชียนด้วยตัวเอง เลยเหนื่อยจนเป็นลมไป ” เฉินเฟิงกล่าวอธิบาย
เดิมทีเฉินเฟิงก็คิดว่าหลงหลินจะเป็นกังวลและอาจจะถามอะไรเพิ่มเติม แต่กลับไม่คิดว่าเธอจะไม่ได้พูดอะไรต่อ แล้วเพียงแค่พยักหน้าเข้าใจเท่านั้น
แล้วเป็นฝ่ายเฉินเฟิงเองที่ต้องถามกลับด้วยความแปลกใจ: “ทำไมคุณถึงไม่เป็นห่วงถามเรื่องของเธอสักหน่อยล่ะ?”
หลงหลินเพียงแต่ตอบกลับอย่างเรียบนิ่ง: “เฟิ่งซีรู้อยู่แล้วว่าตัวเองสามารถทำถึงขั้นนั้นได้ ดังนั้นเรื่องที่เป็นลมไปเธอเองก็คงจะคิดไว้แล้ว เพราะฉะนั้นสำหรับเธอแล้วเรื่องแบบนี้ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง ”
เฉินเฟิงตอบกลับ: “คุณดูเชื่อมั่นในตัวเธอมากเลย”
หลงหลินพยักหน้า: “ฉันเป็นแบบนี้มาตลอดนั่นแหละ”
ทั้งสองมีรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกันมาก แม้ว่าจะมีนิสัยที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ในแง่ของความรู้สึกของทั้งสองที่มีต่ออีกฝ่ายนั้นกลับมีความเชื่อมั่นและความห่วงใยซึ่งกันและกันอย่างมาก และสิ่งนี้ทำให้เฉินเฟิงอดประทับใจไม่ได้เลย
“พี่ ร่างกายดีขึ้นหรือยัง?”
ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสียงของเฟิ่งซีก็ดังแทรกเข้ามา
ทั้งสองพากันหันไปมองยังประ