้ว นิสัยพี่สาวก็มักจะเป็นแบบนั้น แต่ว่าคุณอย่าไปบอกเธอว่าฉันพูดเรื่องของเธอล่ะ เดี๋ยวเธอจะโกรธขึ้นมา ฉันคงต้องบรรลัยแน่เลย เธอจะต้องให้ฉันขึ้นเขาไปจับงูลำพังคนเดียวแน่นอน ฉันเกลียดงูที่สุดเลยล่ะ”
“คุณกลัวงูเหรอ?”
“อื่ม ตัวลื่นไหลแบบนั้น เห็นแล้วก็รู้สึกขยะแขยง”
“เออ ใช่ล่ะ ถ้าพวกคุณไม่เคยออกไปข้างนอกเลย แล้วรู้จักกับหวั่นชีวได้ยังไงล่ะ เธอก็อยู่ยันเจียงมาตลอด หรือว่าพวกคุณเคยไปยันเจียงมาเหรอ?” เฉินเฟิงนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องสองสาวตระกูลฉางกับหวั่นชีว จึงได้ถามขึ้น
ดูเหมือนว่าเฟิ่งซีกำลังหวนกลับไปรำลึกความทรงจำในอดีต
“ตอนที่รู้จักกับหวั่นชีวนั้นก็เป็นเวลาผ่านมานานแล้ว ตอนเธอเด็กๆเคยมากับพ่อของเธอเพื่อมาหาอาจารย์รักษาโรคให้ ตอนนั้นเธอคนเดียวได้แต่จ้องมองพวกฉัน แต่ไม่กล้าที่จะพูดคุยด้วย ก็ได้แต่หลบอยู่ข้างหลังของพ่อเขา แต่เวลาที่อาจารย์รักษาโรคก็ไม่อนุญาตให้คนอื่นอยู่ด้วย ต่อให้เป็นเด็กก็ไม่ได้”
“หลินชีงตี้เคยมาหาอาจารย์คุณรักษาโรคด้วยเหรอ?” เฉินเฟิงถามด้วยความประหลาดใจ
เฟิ่งซีมองไปยังเฉินเฟิงที่ท่าทีดูแตกตื่นเกินเหตุว่า “คนที่มาหาอาจารย์รักษาโรคมีตั้งเยอะแยะมากมาย ไม่เพียงแค่หลินชีงตี้คนเดียวเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะว่าอาจารย์ละก็ เขาคงตายไปนานแล้วล่ะ หลังจากที่อาจารย์เสียแล้ว ตอนนี้ก็มีคนเยอะแยะมากมายมารักษาโรคกับพี่สาวเลยนะ คุณก็เป็นคนหนึ่งในนั้นไม่ใช่เหรอ?”
เฉินเฟิงคิดดูแล้