อยู่ด้วยกัน ดูเหมือนว่าเซียงหลันก็ไม่เคยพูดอะไรที่โกหกเขาจริงๆ แต่ว่ายังไงก็ต้องกันไว้ดีกว่าแก้
จากนั้นก็หยิบก้อนหินชิ้นนั้นออกมาจากกระเป๋า แล้วถามเซียงหลันว่า “แล้วนั่นมันเป็นเรื่องอะไรอีกกันแน่?”
เซียงหลันยังคงยิ้ม ดวงตาที่กลมโตคู่นั้นกลอกกลิ้งไปมาสองรอบแล้วพูดว่า “แน่นอนก็ต้องเป็นของขวัญที่ให้กับท่านเฝิงไง ถือว่าเป็นของขวัญที่ชดใช้ให้กับท่าน จากคนที่เคยจับตัวท่านผิดไปไงล่ะ”
เฉินเฟิงก็ย่อมไม่เชื่อเป็นธรรมดา เขาพูดว่า “ในเมื่อเป็นของขวัญที่ชดใช้ให้ฉัน งั้นฉันก็คงต้องรับมันไว้แล้วสิ”
สีหน้าของเซียงหลันสะดุดอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยิ้มแล้วพูดขึ้นมาว่า “ท่านเฝิงพูดอะไรเช่นนั้นล่ะ ในเมื่อบอกว่าให้ท่านแล้ว ถ้าท่านไม่รับไว้ก็จะทำให้เซียงหลันรู้สึกทำตัวลำบากนะสิ ของชิ้นนี้ถึงจะไม่ใช่เป็นของวิเศษอะไร แต่อย่างน้อยก็มีราคาบ้างนะ”
เฉินเฟิงก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่เธอพูดนั้นเป็นจริงหรือไม่ แต่มักจะมีความรู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้ไม่น่าจะธรรมดาเช่นนี้
แต่ว่าเซียงหลันก็พูดอย่างนี้แล้ว เฉินเฟิงจึงเอาของชิ้นนั้นกลับเข้าไปในกระเป๋าเช่นเดิม
“ในเมื่อเป็นของของฉัน แกก็อย่าคิดเอาคืนไปก็แล้วกัน”
เซียงหลันยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านคงไม่ใช่เกรงกลัวตู๋กูหยุนอะไรนั่นนะ”
เฉินเฟิงรู้ว่าคำพูดเธอแฝงหมายความว่าอย่างไร แต่ว่าก็ไม่สนใจเธอ เพียงแต่ถามถึงเด็กหนุ่มเมื่อครู่ว่า “คนที่จากไปสองคนนั้น แกรู้จักเหรอ?”
เซียงหลันตอบว่า “คนของ