“พ่อ มีคนมา ทำไมถึงไม่รินชาให้พวกเขาล่ะ ทั้งสองคนนั่งก่อนเถอะครับ พ่อผมเป็นคนนิสัยแบบนี้แหละ ทั้งสองอย่าได้ถือสาเลยครับ” พูดไป หยางสิงอี้พลางเลื่อนเก้าอี้ส่งไปให้เฉินเฟิงพวกเขาสองคน
เฉินเฟิงยิ้มรับเก้าอี้มา แต่ชิงจือกลับยังคงแสดงท่าทีนิ่งเฉยจ้องมองไปยังชายชรา ราวกับว่ากำลังเฝ้ารอคำตอบจากเขา
หยางสิงอี้ได้แต่มองชิงจืออย่างนิ่งๆ เขารู้สึกประหม่าด้วยความไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
เมื่อชายชรารับรู้ถึงสายตาของชิงจือ เขาจึงหันไปบอกกับชิงจือ
“นั่งเถอะ ฉันยังต้องใช้เวลาตัดสินใจสักหน่อย”
“หวังว่าคุณจะตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ฉันให้เวลาคุณคิดหนึ่งวัน วันพรุ่งนี้ฉันจะกลับมาที่นี่อีกที”
ท้ายที่สุดชิงจือที่ยังไม่ทันได้นั่งเก้าอี้ที่หยางสิงอี้ส่งให้ก็หันไปพูดกับเฉินเฟิงที่นั่งอยู่ข้างๆ แทน
“พวกเราไปกันเถอะ”
เฉินเฟิงที่เพิ่งนั่งลงไปได้ไม่นานถึงกับตกใจ เขาหันไปมองหยางสิงอี้ด้วยสีหน้าขอโทษ ก่อนจะเดินตามชิงจือที่เดินออกไปก่อนแล้ว
กระทั่งทั้งสองเดินออกมาด้านนอก เฉินเฟิงจึงถามชิงจือด้วยความสงสัย
“พวกคุณต้องการทำอะไรกันแน่ พวกคุณทั้งสองล้วนเป็นมหาปรมาจารย์ ยังต้องมีการชุมนุมกันอีกงั้นหรอ?”
ความมีอยู่ของมหาปรมาจารย์เป็นเรื่องที่ผู้คนต่างจับตามองมาโดยตลอด ถ้าหากตอนนี้แม้แต่พวกเขาเองยังเริ่มมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องบางอย่างแล้ว อย่างนั้นก็แสดงว่าเรื่องที่จะเกิดขึ้นต้องเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวอย่างมาก
ซึ่งนั