เมื่อเห็นว่าเฉินเฟิงไม่มีการตอบสนองใดๆ เซวี่ยผิงจึงพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“หรือต่อให้ผมปล่อยพวกคุณไป พวกคุณจะไม่โกรธแค้นผมหรือไง ?มหาปรมาจารย์ยอดฝีมือคนหนึ่ง ผมคิดว่าตัวเองคงจะต่อกรไม่ได้หรอกนะ และในเมื่อมันเป็นแบบนี้ ถึงผมจะไม่มีทางบรรลุเป้าหมาย ยังไงก็ต้องเก็บพวกคุณเอาไว้ที่นี่”
สิ่งที่เขาพูดก็สมเหตุสมผล ต่อให้ชะตากรรมมหาปรมาจารย์จะเป็นเพียงเรื่องที่ถูกกุขึ้นมา แต่ตอนนี้ความแค้นระหว่างเซวี่ยผิงและพวกเขาสองคนได้มาถึงที่สิ้นสุดแล้ว เฉินเฟิงไม่คิดว่าหากชิงจือออกไปได้แล้วจะยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ
“แต่ตอนนี้ไม่ต้องกังวลไป เพราะยังไม่ถึงเวลาตายของพวกคุณ”
เฉินเฟิงจ้องเขาเขม็ง ด้วยความไม่รู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่
เซวี่ยผิงเดินมายังข้างกายของชิงจือ เขาใช้มือลูบไล้ใบหน้าของชิงจืออย่างบ้ากาม พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม
“เป็นถึงหญิงสาวแสนสวยแต่กลับไปฝึกวิชาต่อสู้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นใจก็ยังคงมีความเปราะบางอยู่วันยังค่ำ ดูแล้วช่างน่ารังแกจริงๆ”
ตอนนี้ชิงจือไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะกัดฟันเลยสักนิด จึงได้เพียงแต่จ้องมองเขาอย่างเย็นชา
“เอ๊ะ คุณอย่ามองผมด้วยสายตาแบบนี้สิ ผมกลัวผู้หญิงที่มองผมด้วยสายตาแบบนี้ที่สุดแล้ว”
ถึงแม้ใบหน้าจะแสดงออกถึงความกลัว แต่เขากลับฟาดฝ่ามือตบหน้าของชิงจืออย่างไม่ไยดีเลย ทำให้บนใบหน้าขาวเผือกของชิงจือถึงกับปรากฏรอยฝ่ามือขึ้นมาทันที พร้อมกับมีเลือดซึมออกมาข้างมุมปากอีกด้วย
“ถือ