งได้อีกต่อไป ความเจ็บปวดจากการเสียลูกชาย ความเจ็บปวดจากการเสียหลานชาย ไม่ได้น้อยลงไปเพียงเพราะว่าเขาเป็นมหาปรมาจารย์
เขายืนอยู่ข้างๆศพ แววตาแห้งเหือด ใบหน้าที่สูญเสียความสดใสทำให้รู้สึกแก่ขึ้นเยอะมาก
เจี่ยตงเอาแต่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู เขาไม่ได้ร้องไห้ และไม่ได้โทษเฉินเฟิง แต่สิ่งหน้าก็เต็มไปด้วยเจ็บปวดเหมือนกัน
ผ่านไปอย่างยาวนาน เน่หวาเฟิงถึงค่อยๆยับยั้งอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ น้ำตาของเขาไหลออกในใจจนแห้งเหือดไปนานแล้ว เขาอยากจะคืนความเป็นธรรมให้กับลูกชายตัวเองมากกว่า
เขาเดินไปหาเจี่ยตง คนนี้คือคนที่อยู่ข้างพี่น้องตระกูลเน่มาโดยตลอด เขาได้แต่ถามด้วยเสียงที่เย็นชาว่า
“เจ้ามีเรื่องอะไรที่อยากจะพูดกับข้ารึเปล่า”
สิ่งที่เจี่ยตงรอคอยก็คือประโยคแบบนี้
แต่เขาก็ไม่ได้ตื่นเต้น หรือแสดงอารมณ์แต่อย่างใด เอาแต่จมอยู่ในความโศ้กเศร้าที่ต้องสูญเสียเพื่อนของตัวเอง
ในตอนที่เน่หวาเฟิงถามเขา เขาก็ลังเลอยู่หลายวินาทีกว่าจะตอบสนอง
“ฉันผิดต่อพวกเขา”
เน่หวาเฟิงมองเ ถ้าเกิดสำหรับเขาแล้วตอนนี้อยากจะฉีกเฉินเฟิงออกเป็นชิ้นๆ งั้นความรู้สึกที่เขามีต่อเจี่ยตงก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก
ถ้าเกิดไม่ใช่เพราะเจี่ยตง พี่น้องตระกูลเน่ก็คงไม่ต้องตาย เหมือนกัน
แต่ว่าในโลกนี้ไม่มีถ้าเกิดเยอะขนาดนั้น
เน่หวาเฟิงพูดด้วยเสียงที่เย็นชาว่า
“เจ้ารู้ตัวก็ดีแล้ว”
เจี่ยตงไม่พูดอะไร ราวกับเด็กที่ยอมรับความผิดของตัวเองจากใจจริง
“ข้าจะพาพวกเขาก