อจนถึงตอนเย็นในวันที่สอง ในที่สุดเด็กผู้หญิงก็ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา
พอเธอลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเฉินเฟิง ก็ตื่นตกใจเป็นอย่างมาก หวาดกลัวราวกับเจอคนแปลกหน้า
เฉินเฟิงคิดว่าเธอกำลังตกใจ จึงพูดปลอบไปว่า
“ไม่เป็นไร ไม่มีใครมาทำร้ายเธอ”
แต่ปฏิกิริยาของเด็กผู้หญิง เฉินเฟิงก็เหมือนกับคนชั่วที่ต้องการทำร้ายเธอ เขาลืมไปหมดแล้วว่าเคยรู้จักเฉินเฟิง
ทุกครั้งที่เฉินเฟิงเข้าไปใกล้เธอ เธอก็จะร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง จนเฉินเฟิงต้องถอยห่างออกมา ไม่กล้าเข้าใกล้อีก
และไม่ว่าเฉินเฟิงจะใช้ของอะไรไปล่อ เพื่อปลอบใจว่าไม่เป็นอะไรแล้ว ทั้งสองก็ยังมีระยะห่างอยู่ดี
จนกระทั่งถึงกลางคืน เวลาที่กินข้าว เฉินเฟิงก็เอาเป็ดย่างหนึ่งตัวมาวางตรงหน้าของเด็กผู้หญิง เธอจึงเริ่มมีขยับตัวเล็กน้อย
พอเธอเห็นเฉินเฟิงที่กำลังฉีกน่องเป็ดกินอย่างเอร็ดอร่อย จึงค่อยๆยื่นขาเล็กๆของตัวเองออกไปอย่างระมัดระวัง อยากจะเดินออกไป แต่ก็ยังมีท่าทางที่หวาดกลัว พอเฉินเฟิงส่งสายตาไปหาเธอ เธอก็รีบเก็บขาของตัวเองกลับมา
พอเฉินเฟิงกินน่องเป็ดเสร็จ ก็ฉีกเป็ดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยใหม่อีกรอบ แล้ววางไว้ข้างในจาน จากนั้นจู่ๆก็ทำเหมือนนึกอะไรสักอย่างขึ้นมาได้
“จริงสิ ฉันยังต้องผ่าฟืน นี่มันจะรอช้าไม่ได้ ไม่งั้นพรุ่งนี้ไม่มีฟืนให้ใช้แน่”
พอพูดจบ เขาก็รีบเดินออกไป
ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นในห้อง เขาไม่ได้ใส่ใจอะไร
และพอผ่านไปครึ่งชั่วโมง เขาก็ผ่าฟืนที่อยู่ในสวนแล้วเอา