จินเหรินของนิกายศักดิ์สิทธิ์อะไร นี่คือผู้สืบทอดแห่งนิกายอสูรวิญญาณของข้าต่างหาก!”
“นิกายอสูรวิญญาณ?”
อินซานเจินเหรินเมื่อได้ยินก็สะดุ้งตกใจอีกครั้ง มองไปยังบรรพชนอสูรวิญญาณก่อนจะนับกรรมอีกครา สีหน้าจึงเผยความประหลาดใจ “ถิงโยว? ประมุขรุ่นสุดท้ายของนิกายอสูรวิญญาณหรือ?”
“รุ่นที่หกต่างหาก ไม่ใช่รุ่นสุดท้าย!” บรรพชนอสูรวิญญาณกล่าวอีกครั้งอย่างเย็นชาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งต่อคำว่ารุ่นสุดท้าย “นิกายอสูรวิญญาณของข้าดำรงมานับพันปี มิเคยขาดสายสืบทอด ลวี่หยางก็คือผู้สืบทอดของข้า เพียงแต่ในยามนี้อาศัยอยู่ภายใต้ร่มเงาของนิกายศักดิ์สิทธิ์ก็เท่านั้น!”
“โอ้?”
อินซานเจินเหรินเมื่อได้ยินก็ชะงักไปชั่วขณะ แววตากลับเผยความเข้าใจออกมา หากเป็นเช่นนั้น ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมลวี่หยางจึงก้าวหน้าเร็วถึงเพียงนี้
พกพาเคล็ดวิชาติดตัวยามเข้าสำนัก ก็เป็นเรื่องที่ควรเป็นอยู่แล้ว
คิดถึงตรงนี้ อินซานเจินเหรินก็เหลือบตามองเทพพิทักษ์ซู่หนี่ว์ที่อยู่เบื้องหลังลวี่หยาง นั่นต่างหากคือเหตุผลแท้จริงที่ทำให้เขาไม่ออกมือทันทีตั้งแต่ปรากฏกาย
‘ร่างจำแลงนอกกาย ระดับวางรากฐาน…?’
อินซานเจินเหรินฉุกคิดขึ้นมา มองเทพพิทักษ์ซู่หนี่ว์เป็นมรดกตกทอดของนิกายอสูรวิญญาณ เช่นนั้นแล้วการที่ลวี่หยางบรรลุเคล็ดมหาเวทในวัยอ่อนเยาว์จึงมิใช่เรื่องแปลก
ถึงอย่างไร เคล็ดมหาเวทก็ยากเพียงสำหรับผู้ฝึกตนระดับรวมลมปราณ หากเป็นเจินเหรินวางรากฐานแล