บทที่ 105 ให้ “นิกายอสูรวิญญาณ” กลับมายิ่งใหญ่อีกครา
หลังได้ยินเสียงจากลวี่หยาง บรรพชนอสูรวิญญาณถึงกับตกอยู่ในห้วงลังเลใจอย่างลึกซึ้ง ศิษย์รุ่นที่สามร้อยหกสิบเจ็ดของนิกายอสูรวิญญาณงั้นหรือ?
“บังอาจนัก!”
ถัดมาเพียงครู่เดียว บรรพชนอสูรวิญญาณก็โกรธเกรี้ยวตะโกนลั่น “นิกายอสูรวิญญาณของเรามิได้มีรากลึกมากนัก ข้ายังเป็นเพียงจ้าวนิกายรุ่นที่หก แล้วจะมีศิษย์รุ่นที่สามร้อยหกสิบเจ็ดได้อย่างไร?!”
เผชิญหน้าคำถามของบรรพชนอสูรวิญญาณ ลวี่หยางกลับมิได้ตระหนก กลับกันกลับน้ำตาคลอเบ้า ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาสองสายไหลริน เสียงสะอื้นกล่าวว่า “บรรพชนหาได้รู้ไม่ ตลอดพันปีนี้ นิกายกระบี่หยกไม่เคยเลิกล่าล้างพวกเรา ไล่ล่าทั่วทุกสารทิศ จวบจนบัดนี้เหลือเพียงข้าผู้สืบสายเดียวดาย…”
นิกายเซียนใหญ่กับสายสืบทอดของผู้ฝึกตนนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
หากเป็นนิกายเซียนใหญ่ ย่อมมีเจินเหรินวางรากฐานคอยค้ำจุน การสืบทอดมั่นคงเรียบร้อย หลายร้อยปีผ่านไปยังคงนับเป็นเพียงรุ่นหนึ่ง
ทว่าสายฝึกตนกระจัดกระจายนั้นมิอาจเปรียบได้
พวกเขามักต้องร่อนเร่ไร้ที่พึ่ง อยู่รอดอย่างยากลำบาก หากถูกล่าล้างหรือมีศัตรูอยู่บ้าง รุ่นแล้วรุ่นเล่าผลัดเปลี่ยนรวดเร็ว นับสิบ ๆ รุ่นเป็นเรื่องธรรมดา
เมื่อครุ่นคิดถึงตรงนี้ บรรพชนอสูรวิญญาณก็คล้ายจะคลายปม
หากนิกายมีสายสืบทอดพลัดหลงอยู่ภายนอก มิได้มีเจินเหรินคอยดูแล แถมยังถูกไล่ล่าโดยนิกายกระบี่หยก การส่งต่อหลายร้อย