ของเขาไม่สามารถที่จะหยุดสั่นได้ สายตาที่มองดูจียุ่นเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
ได้ยินคำพูดของเติ้งนี บวกกับสายตาของเขาที่เหมือนดั่งเสือหมาป่า ทำให้ในใจจียุ่นมีเพียงความสั่นเทา ถึงแม้เติ้งนีจะเป็นคนบ้าการต่อสู้ ยังไงก็เป็นคนบ้า ไม่มีความดีหรอก เขาพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นถามว่า “อาจารย์เติ้งนี ผมเป็นเพื่อนที่ดีของศีลสาม ทายาทพระพุทธศาสนาศีลสาม ดังนั้นการแข่งขันการต่อสู้ในอีกสักครู่ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
“โยมจีอย่าคิดมาก อาตมาไม่ฆ่าคน”
ถึงแม้เติ้งนีจะพูดเช่นนี้ แต่ท่าทีของเขากลับดูแปลกประหลาดมาก ภาพแบบนี้ปรากฏอยู่ในสายตาของจียุ่น ทำให้เขาสั่นเทาอย่างเดียว
อาจเป็นเพราะเติ้งนีดูออก รีบพูดขึ้นว่า “โยมจี เราแค่แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เมื่อรู้ผลแล้วก็พอ” ที่เติ้งนีพูดเช่นนี้ ก็เพราะมองออกว่าจียุ่นกำลังหวาดหวัด หากจียุ่นกลัวจนยอมแพ้ งั้นเขาคงแย่ วันนี้ก็จะไม่ได้แข่งขันแล้ว คนที่บ้าการต่อสู้อย่างเขา ไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าการไม่ได้แข่งขันการต่อสู้แล้ว
จียุ่นพยักหัวอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ว่าในใจก็ยังคงไม่วางใจ
ในระหว่างที่ทั้งสองคนคุยกันอยู่ ผู้ตัดสินเดินขึ้นมาบนสนามแข่ง มองดูทั้งสองฝ่ายแล้วก็พูดขึ้นหนึ่งประโยคอีกครั้งว่า “กฎกติกาของการแข่งขัน จะให้พูดย้ำอีกรอบไหม?”
“ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องแล้ว”
เติ้งนีรีบพูดขึ้น ดูท่าทีของเขา เหมือนจะทนรอไม่ไหวแล้ว อยากที่จะลงมือทันที
“ไม่ต้อ