มาด้วยความเร็วก่อนจะจอดต่อท้ายรถส่วนตัวของก่วนหนานเทียน
เพียงแค่แวบเดียวเฉินเฟิงก็เห็นว่าป้ายทะเบียนรถคันนั้นคล้ายคลึงกับป้ายทะเบียนรถของก่วนหนานเทียนอยู่พอสมควร เขาจึงคาดเดาว่ารถคันนั้นคงเป็นรถของทางการหวาเซี่ย
“พระสงฆ์ผู้ยิ่งใหญ่ เราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือ? เราจะไปเที่ยวเขตเมืองกันก่อน ทำไมถึงพาฉันมาที่นี่? ไหนพระราชวัง? ไหนกำแพงเมืองจีน? เป็นคนจะทำตัวไร้ยางอายแบบนี้ไม่ได้นะ!” ขณะนั้นเอง ศีลสามก็ลงจากรถแล้วมองสวนที่ไม่เหมือนสวนของพระราชวังเลยสักนิด โดยมองข้ามเฉินเฟิงและอีกสามคนที่เหลือไปเลย เขาบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุดเหมือนภรรยาที่บ่นสามีซึ่งไม่เข้ากับการแต่งกายและภาพลักษณ์ของเขาเลยสักนิด จะเรียกว่ากลับกันเลยก็ได้
เนื่องจากวันนี้เขาตั้งใจปฏิบัติตามข้อกำหนดของพระสงฆ์วัยกลางคน ถอดกาสาวพัสตร์สีดำออกแล้วสวมกาสาวพัสตร์สีแดงอมเหลือง อีกทั้งบนอกยังมีลูกประคำห้อยอยู่ มองไกลๆเหมือนพระในลัทธิเต๋า
“ศีลสาม!” เมื่อได้ยินเสียงบ่นของศีลสาม พระสงฆ์วัยกลางคนก็โมโหเป็นอย่างมาก สีหน้ามืดครึ้มก่อนจะตะโกนออกมา เพื่อห้ามอีกฝ่ายไม่ให้เพ้อเจ้อไปมากกว่านี้
“จะตะโกนทำไม?ห๊ะ พวกเขาเป็นจอมยุทธ์ นี่นายพาฉันมาที่ที่เขาแข่งศิลปะการต่อสู้ใช่ไหม? พระผู้ยิ่งใหญ่ ฉันจะบอกให้นะ ฉันยังโกรธอยู่ นายทำเกินไปแล้วนะ! การต่อสู้เพื่อแย่งชิงโควตาการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ระดับโลกอะไรกัน ฉันไม่เอาด้วยแล้ว นายจะไปก็ไปเองเลย!”
ศีลสาม