ในที่สุด
“ผมชื่อก่วนหนานเทียน เป็นรองประมุขสหพันธ์บูโด ครั้งนี้ในฐานะตัวแทนสหพันธ์มาเป็นกรรมการตัดสินการประลองระหว่างเฉินเฟิงกับจิ่งเถิง”
ตอนนี้ก่วนหนานเทียนเอ่ยปากแล้ว เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม และแฝงความเด็ดขาดห้ามโต้แย้งไว้ด้วย “ตามเงื่อนไขข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย การประลองครั้งนี้เป็นการประลองความเป็นความตาย ความหมายคือ หากในการประลองมีฝ่ายไหนเพลี่ยงพลั้งถึงชีวิต ก็ห้ามคนอื่นเข้ามาก้าวก่ายโดยเด็ดขาด! ในขณะเดียวกัน ไม่ว่าฝ่ายใดโดนฆ่าในการประลอง อีกฝ่ายจะไม่ต้องรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น และเครือญาติฝ่ายที่ถูกฆ่าห้ามทำการล้างแค้นคืนไม่ว่าวิธีการใดๆทั้งสิ้น มิฉะนั้นจะโดนสหพันธ์บูโดลงโทษอย่างหนัก!”
“พวกนายสองฝ่ายมีข้อโต้แย้งอะไรไหม? ถ้ามี หรือฝ่ายไหนคิดจะถอนตัว ตอนนี้ยังทัน!” พอพูดถึงคำสุดท้าย ก่วนหนานเทียนหันไปมองทั้งเฉินเฟิงและจิ่งเถิงคนละที
“ไม่มีข้อโต้แย้งครับ!”
เฉินเฟิงขึ้นมาบนกาบเรือ ยืนห่างจากจิ่งเถิงไปยี่สิบเมตร เขาตอบออกมาก่อน
“ผมก็ไม่มีข้อโต้แย้งครับ”
จิ่งเถิงได้ยินอย่างนั้น ก็ตอบออกมาเหมือนกัน จากนั้นยิ้มเย็นให้เฉินเฟิง “แกน่าจะขอบคุณประธานก่วน เขาให้เวลาแกได้อยู่บนโลกนานขึ้นอีกหน่อย”
เฉินเฟิงไม่สนใจ แต่หันไปมองก่วนหนานเทียน รอให้ก่วนหนานเทียนประกาศเริ่มการประลอง “ในเมื่อพวกนายสองฝ่ายต่างไม่มีข้อโต้แย้ง งั้นเริ่มการประลองได้!”
ก่วนหนานเทียนขมวดคิ้วมองหน้าจิ่งเถิงหลายวินาที ก่อน