ึงเวลาค่อยเข้าไปพร้อมกับเขา”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
ได้ฟังคำพูดของพนักงานอีกครั้ง หลินหวั่นชีวพยักหน้าด้วยความเศร้า ขณะที่เธอกำลังจะเดินไปนั้น
“คุณผู้หญิงครับ คุณเป็นเพื่อนของเฉินเฟิงจริงๆหรอครับ?” เมื่อเห็นว่าหลินหวั่นชีวกำลังจะเดินไป พนักงานอดไม่ได้ที่จะถาม
“อื้ม” หลินหวั่นชีวพยักหน้า
“เฉินเฟิงบอกคุณ เขาจะมารับคำท้า?” พนักงานถามอีกครั้ง
“เปล่าค่ะ ฉันแค่เดาว่าเขาจะรับคำท้า” หลินหวั่นชีวส่ายหน้า แล้วตอบ
“คนที่มาวันนี้ต่างก็เดาว่าเฉินเฟิงจะรับคำท้า ถ้าเขาไม่รับคำท้า ก็สนุกละสิ!” พนักงานได้ฟัง ยิ้มเศร้าแล้วส่ายหน้า จากนั้นก็ไม่ถามอะไรหลินหวั่นชีวอีก ปล่อยให้หลินหวั่นชีวเดินไป
หลินหวั่นชีวไม่ได้ไปไหนไกล แต่ยืนอยู่ที่ไม่ไกล ตามที่พนักงานบอก ไม่รู้ว่ากำลังรอโอกาสในการเข้าไปพื้นที่ปิดล้อม หรือว่ากำลังรอการมาของเฉินเฟิง
“เจ้าสำนักเส้าเป่ยปรมาจารย์เฉียวอู่โต่มาถึงแล้ว!” อย่างรวดเร็ว พนักงานเห็นจอมยุทธ์วัยกลางคนพาลูกศิษย์สองคนเดินมา หัวใจเต้นแรง รู้ว่าคนที่มาเป็นใคร จึงร้องตะโกนเสียงดัง
ฉึบๆๆๆ…….
สิ้นเสียงของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานคนอื่นที่อยู่ตรงบริเวณปากทางเข้าสถานที่ปิดล้อม หรือว่าเหล่าจอมยุทธ์ที่ขึ้นไปบนเรือแล้วต่างก็มองมาที่ปรมาจารย์เฉียวอู่โต่
“สวัสดีครับ ปรมาจารย์เฉียว ผมเป็นพนักงานของสหพันธ์บูโดหางโจวครับ” จากนั้น ในสายตาของทุกคน ปรมาจารย์เฉียวอู่โต่พาลูกศิษย์สองคนเดินมายังปากทางเข้าส