าถึง”
ถ้อยคำยังไม่ทันสิ้น เทวรูปที่เดิมแข็งกระด้างพลันคลายคิ้วตึง ขอบเนตรที่หล่อหลอมจากเหล็กกล้าเย็นเยียบก็ฉายแววสว่างแห่งปัญญาขึ้นมาในชั่วพริบตา
วิญญาณระดับวางรากฐานตื่นขึ้นแล้ว!
นี่คือวิญญาณวางรากฐานแท้จริง คล้ายกับบรรพชนตระกูลอวิ๋นในชาติก่อนของเขา หากแต่ยิ่งใหญ่กว่าอีกขั้น เพราะความรู้ความสามารถของผู้นี้ดูท่าว่าจะล้ำลึกกว่าบรรพชนตระกูลอวิ๋นผู้นั้นเสียอีก!
ทันใดนั้นเอง ลวี่หยางก็เห็นประกายแสงเจิดจ้าพุ่งออกจากเทวรูป แล้วอาศัยปราณ แปรเป็นเงาร่าง ปรากฏเป็นนักพรตผู้หนึ่ง รูปโฉมสง่า ผมขาวใบหน้าเด็ก ท่วงท่าดุจเซียนสะท้อนอยู่ทุกก้าว ทิ้งกายลงเบื้องหน้าลวี่หยางพร้อมหัวเราะเย้ยว่า
“น่าสนใจนัก ร่างเนื้อของสหายน้อยอยู่ที่ใดเล่า เหตุใดจึงเหลือเพียงดวงวิญญาณหนึ่งเดียว?”
“ให้ท่านผู้อาวุโสได้ขบขันเสียแล้ว”
ลวี่หยางยกยิ้มบาง มองตรงไปยังบรรพชนถิงโยว “ท่านผู้อาวุโสเกรงว่าก็ไม่ได้ดีกว่าข้าสักเท่าใด นี่คงจะเป็นชาติที่ห้าแล้วกระมัง?”
เขามั่นใจนักว่าผู้นี้คือเศษซากที่เหลือรอดมาจากวิถีอสูรวิญญาณ
ทว่าวิถีอสูรวิญญาณนั้นล่มสลายมากว่าพันปี หากเจินเหรินวางรากฐานผู้หนึ่งยังคงจะอยู่รอดมาจนวันนี้ อย่างน้อยก็ต้องเวียนว่ายเกิดใหม่ถึงสี่ครั้ง ต่อให้มีความรู้ความสามารถใหญ่โตเพียงใดก็หาใช่สิ่งน่าหวั่นเกรงไม่
“ไม่ทราบว่าท่านผู้อาวุโสรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์?”
บรรพชนถิงโยวเพียงส่ายหน้า “เจ้าหนุ่ม