ห้พบ ดังนั้นจึงปลุกพวกเจ้าทั้งหมดขึ้นมา”
เอ่ยถึงตรงนี้ มัจจุราชขาวก็หันไปมองเก้าอี้ว่างสองตัว ขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า
“แล้วสองศิษย์น้องบุ๋นบู๊เล่า?”
ทันใดนั้น ชายร่างกำยำสวมเกราะหนัก ถืออาวุธพร้อมรบ บนบ่าห้อยหัววัวหนึ่ง เผยร่างลุกขึ้นกล่าวว่า “พวกเขาเพิ่งกลับเข้าที่ ฟื้นคืนยังต้องใช้เวลา”
มัจจุราชขาวได้ฟังจึงพยักหน้า “ก็ดี เรื่องนี้มิใช่สิ่งรีบร้อน”
คำยังไม่ทันขาดเสียง นักพรตเต๋าในอาภรณ์คลุมสีดำผู้หนึ่งร่างกายอ้วนใหญ่ ใบหน้าเหี้ยมเกรียมก็ก้าวลุกขึ้น น้ำเสียงหยาบกระด้าง “ในความเห็นข้า จะรอให้พวกเขาฟื้นไปไย?”
“ตามที่ตำราสำนักบันทึกไว้ ถึงภายนอกจะมีผู้แข็งแกร่งมากมาย แต่ผู้ที่บรรลุถึงขั้นบรรพชนแท้จริงมิกล้าเข้ามา ส่วนผู้ที่ไม่ถึงขั้นบรรพชน ต่อให้เก่งเพียงใดก็ไม่เกินพวกเรา ไม่กี่วันก่อน ผู้บุกรุกสำนักงานใหญ่ที่อ้างตนว่าเป็นศิษย์สำนักเสินอู่ก็หาใช่เช่นนั้นหรือ?”
“แทนที่จะรออยู่อย่างเปล่าประโยชน์ มิสู้พวกเราเป็นฝ่ายก้าวออกไปก่อนดีกว่าหรือ?”
“ในเมื่อเทพท่องทิวาราตรีต่างคืนตำแหน่งแล้ว ก็สามารถตรวจตราภายในและนอกแดนลับได้ ต่อให้ผู้บุกรุกภายนอกซ่อนเร้นเพียงใด ก็มิอาจหนีรอดฝ่ามือพวกเรา”
“ศิษย์พี่กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก”
ผู้เอ่ยเห็นพ้องเป็นชายหนุ่มรูปงามมีสามดวงตา แย้มยิ้มพลางกล่าว “ก็แค่พวกนอกรีตเพียงหยิบมือ ไฉนเลยจะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเราได้”
เหล่าผู้อาวุโสทั้งแปดแห่งสำนักถิงโยว ก่อนบรรลุขึ้นสู่ตำแ