เหมือนแอบสะสมไว้ในใจไม่สิ้นสุด
ไม่นาน หลัวอู๋หยาก็สอบถามจนได้ทราบต้นสายปลายเหตุ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้…ศิษย์น้องอวี้เดิมทีมีใจผูกพันกับศิษย์น้องจ้าว ต่อมาเมื่อศิษย์น้องจ้าวถูกจ้าวยอดเขาปะสานฟ้ารับเป็นศิษย์ ศิษย์น้องลู่กลับแทรกแซงขัดขวาง เจ้าเพราะคิดเพื่อศิษย์น้องจ้าวจึงไปโต้แย้ง กลับถูกเขาวางกลอุบาย เสียตัวไป ทิ้งหลักฐานไว้ จึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้…”
หลัวอู๋หยามองอวี้ซู่เจินแล้วก็ถอนหายใจหนึ่งเฮือก
ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ลำดับสองแห่งสมาคมซานเหอ เขาย่อมรู้ดีว่าเจ้าจ้าวซวี่เหอตอนนี้คือบุตรเขยที่จ้าวยอดเขาปะสานฟ้าลงความเห็นไว้ จะมีทางใดไปเป็นคู่บำเพ็ญกับคนนอกได้เล่า
ไม่มีข้อกังขาเลยว่าอวี้ซู่เจินย่อมถูกลวงรักอย่างไม่ต้องสงสัย
ในเวลาเดียวกัน ก็เห็นอวี้ซู่เจินฝืนประคองกาย เอ่ยเสียงเบาว่า “ศิษย์พี่…ยามนี้ฟ้าค่ำแล้ว ข้าขอพักผ่อน…วานอย่าได้ถือโทษเลย”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
หลัวอู๋หยาย่อมพยักหน้า มองออกถึงความลำบากอันคับขันของอวี้ซู่เจินอยู่เต็มตา แม้ในใจคิดอยากช่วยเหลือ แต่ก็ไม่อยากให้ตนถูกดึงเข้าไปพัวพันกับน้ำขุ่นโคลนสายนี้ จึงทำได้เพียงถอนหายใจหนึ่งครา
“หลัวผู้นี้ขอลาแล้ว”
เอ่ยจบก็หันกายจากไปทันที
จนกระทั่งหลังเขาละจาก อวี้ซู่เจินจึงค่อยๆ ลุกขึ้น ปิดผนึกถ้ำที่พำนัก ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมและความเศร้าก็พลันเก็บหายไปหมดสิ้น แทนที่ด้วยความว่างเปล่าอันเย็นชา
“…เพียงเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว”
จ้าวซวี