กาลเวลาไม่เคยรอผู้ใด
ขณะลวี่หยางกำลังตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดนั้น ความมืดรอบกายของชายชราอาภรณ์เหลืองผู้นั้นที่อยู่ไม่ไกลก็ได้แผ่ขยายมาถึงข้างกายเขาแล้ว แฝงไว้ด้วยพลังกัดกร่อนอันรุนแรง
ลวี่หยางแหงนหน้ามอง ดวงตาฉายแววสนใจ “นี่คือ…อสูรวิญญาณหรือ?”
วิถีอสูรวิญญาณนับเป็นนิกายใหญ่แห่งวิถีมารโบราณ เมื่อครั้งรุ่งเรือง ศิษย์ทุกคนต่างต้องหลอมสร้างอสูรวิญญาณประจำกายเพื่อใช้เป็นรากฐานบ่มเพาะในวันหน้า
ทว่าหลังจากปราณกระบี่ขั้นโอสถทองคำปรากฏขึ้น วิถีอสูรวิญญาณก็ถูกฆ่าล้างจนสิ้นนิกาย อสูรวิญญาณทั้งหลายขาดซึ่งการควบคุมจากผู้บำเพ็ญเพียร จึงเร่ร่อนพเนจรอยู่ในแดนลับแห่งนี้ ตามระดับพลังของเจ้าของเดิมเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ อสูรวิญญาณจึงถูกแบ่งลำดับออกเป็นอสูรอาภรณ์ขาว อสูรอาภรณ์เหลือง อสูรอาภรณ์ดำและที่สุดแสนร้ายกาจคืออสูรอาภรณ์แดง
ส่วนผู้คนที่ยังหลงเหลืออยู่ในแดนลับนี้ มีภูมิหลังซับซ้อนยิ่ง
บางคนสืบเชื้อสายจากทาสที่วิถีอสูรวิญญาณเคยเลี้ยงดูไว้ บ้างก็เป็นเหล่าศิษย์ที่ในคราวมหันตภัยได้รีบทำลายพลังบ่มเพาะตนเองจนสิ้น เพื่อหลีกหนีเคราะห์กรรม
ด้วยเหตุที่ภายในแดนลับนี้ถูกปิดกั้นมิให้บ่มเพาะ
เพราะเป้าหมายของปราณกระบี่ขั้นโอสถทองคำนั้น คือการทำลายรากเหง้าแห่งวิถีอสูรวิญญาณ ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่คิดเหยียบย่างบนเส้นทางบ่มเพาะ ต่อให้เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวมลมปราณชั้นแรก ก็จักถูกปราณกระบี่ฟาดฟันจนสิ้นชีพใน