“บังอาจ!”
หลินเย่นยังพูดไม่จบ ก็ถูกหลิวคุนที่หน้าตาเย็นชาพูดแทรกแทน
“คุณลองพูดว่าพี่เฟิงไร้ประโยชน์อีกสักครั้งดูสิ?” อู่จื้อเคอที่อยู่ด้านข้างก็ตีหน้าขรึม ตั้งแต่ที่รู้ว่าเฉินเฟิงต่อสู้กับไป๋เหวินซั่วอย่างดุเดือดแล้วกลับมาไม่มีรอยบาดแผลสักขีด เขากับหลิวคุนก็เริ่มเป็นศิษย์น้องของเฉินเฟิง หลินเย่นกล้าพูดสาดเสียเทเสียเฉินเฟิงแบบนี้ต่อหน้าเขาสองคน พวกเขาย่อมไม่ปล่อยผ่านแน่นอน
“ไม่พูดแล้ว ไม่พูด” หลินเย่นส่ายหัวไปมาอย่างหวาดกลัว ถึงแม้ว่าในใจจะเห็นด้วย แต่จากสายตาที่ฉายอันตรายออกมานั้น ถ้าเธอกล้าพูดว่าไร้ประโยชน์อีกครั้ง ทั้งสองคนต้องเริ่มทำร้ายเธอในเวลานี้แน่ ทำเพื่อไอ้คนไร้ประโยชน์นั่น มันดูไม่คู่ควรสักเท่าไหร่
“เชอะ ต่อไปต้องระวังคำพูดหน่อย” อู่จื้อเคอส่งเสียงในลำคอ จากนั้นถึงได้ลดสายตาอันดุร้ายลง
“เอ่อ พี่เฟิง ฝากให้พวกแกมาบอกอะไรฉัน?” ถึงแม้ว่าในใจจะโกรธเกลียดเฉินเฟิงจนหมั่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่เมื่อเห็นสีหน้าของหลิวคุนกับอู่จื้อเคอในตอนนี้ หลินเย่นไม่กล้าแม้แต่ต่อปากต่อคำด้วย ได้แต่เรียกพี่เฟิงตามน้ำไป
“ปากพาซวย” หลิวคุนพูดคำพูดธรรมดาออกมาจากปาก
“ปากพาซวยเหรอ?” หลินเย่นไม่ค่อยเข้าใจ นี่มันคำพูดที่ไอ้คนไร้ประโยชน์ฝากมาให้ตนเองเหรอ?
นี่มันเป็นการตักเตือน หรือว่าข่มขู่?
ไอ้คนไร้ประโยชน์นั้นทำไมไม่ให้ตนเองไปขอโทษเสี้ยเมิ่งเหยาล่ะ?
“เดี๋ยวคุณก็จะรู้เอง” ทำเหมือนว่ารู้ว่าหลินเย่นจะไม่เข้