ทนไม่ไหว ตาเหลือกเป็นลมสลบไปเลย
หลายวินาทีผ่านไป ลิฟท์ขึ้นมาถึงชั้นบนสุด
เฉินเฟิงลากร่างหนักอึ้งเหมือนศพของหลิวเส้าฝู้ออกจากลิฟท์ จากนั้นก็โทรหาหลี่เล่อ
“เอารถมาที่ที่จอดรถใต้ดินนะ พี่จะไปที่หนึ่ง”
“ได้ครับ พี่เฟิง” หลี่เล่อไม่ได้คิดอะไรมาก รับปากทันที สำหรับคำสั่งของเฉินเฟิง เขาไม่เคยสงสัย แทบจะเป็นทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไขเลยทีเดียว
หลายนาทีผ่านไป หลี่เล่อก็เจอเฉินเฟิงที่ที่จอดรถใต้ดิน
พอเห็นศพที่ไม่ขยับข้างตัวเฉินเฟิง หลี่เล่อตกใจสะดุ้ง เขาชี้ไปที่ร่างหลิวเส้าฝู้ตะกุกตะกักถามเฉินเฟิงว่า: “พี่…พี่เฟิง เขาตายหรือยังน่ะ?”
“ยังไม่ตาย” เฉินเฟิงตอบเสียงเรียบ
“ยังไม่ตายก็ดีแล้ว ยังไม่ตายก็ดี” พอได้ยินว่าร่างนั้นยังไม่ตาย หลี่เล่อถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นอดไม่อยู่มองไปที่ศพบนพื้น ถามอย่างสงสัยขึ้นมาว่า: “พี่เฟิง นั่นใครน่ะ?”
“หลิวเส้าฝู้”
“หลิวเส้า…” หลี่เล่ออึ้งก่อนร้องกรี๊ดขึ้นมา: “หลิวเส้าฝู้?!”
“พี่เฟิง พี่บอกว่าเขาคือหลิวเส้าฝู้?!” หลี่เล่อเบิกตากว้างมองเฉินเฟิงอย่างตะลึง เหมือนตัวเองหูฝาดไป
“ทำไม มีปัญหาอะไรหรอ?” เฉินเฟิงเลิกคิ้วถาม
หลี่เล่อกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ถามเฉินเฟิงเสียงสั่น: “พี่เฟิง พี่รู้ไหมว่าพ่อหลิวเส้าฝู้เป็นใคร?”
“หลิวหยวนชิ่ง” เฉินเฟิงยิ้มบอก หลี่เล่อมีปฏิกิริยาแบบนี้ ไม่แปลกใจเขาเลย เพราะหลิวหยวนชิ่งเป็นหุ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทคางเหม่ยกรุ๊ป เป็นบอสใหญ่สุดของที