เงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยรอยยิ้มบาง “ห่างหายกันไปหนึ่งปีดาบมารของสหายเต๋าดูจะก้าวล้ำขึ้นอีกขั้น สามารถฟันทะลุยันต์คาถาของข้าได้ถึงสี่ชั้นเชียวหรือ”
สิ้นคำ เขาก็หันไปมองอาวุธที่อีกฝ่ายเพิ่งฟันเข้าใส่ตน มันคือดาบโค้งรูปจันทร์เสี้ยว ใบดาบเปล่งพลังพุ่งทะยานประหนึ่งสายรุ้ง แต่ในขณะเดียวกันก็ดึงดูดด้วยจิตมารลึกเร้นเพียงแค่แววตาเห็นก็ทำให้ใจคนอยากจมลึกไปกับมัน ความสามารถในการทะลวงยันต์คาถาของเขาได้ถึงสี่ชั้น ส่วนใหญ่มาจากดาบเล่มนี้ถึงเจ็ดส่วนสิบ
“เซียนตกสวรรค์ ตี้ซื่อเทียน….”
ติงเฟยอิงเอ่ยเสียงราบเรียบ ทว่าในน้ำเสียงกลับแฝงไว้ด้วยความคลั่งไคล้“จีสงอิงบอกว่าเจ้าเป็นเซียนที่แท้จริงในยุคปัจจุบันหากข้าฆ่าเจ้าได้ วิชาดาบของข้าย่อมสำเร็จถึงขีดสุด!”
ลวี่หยางส่ายหน้าพลางหัวเราะเบา ๆ “แค่สหายเต๋าติงผู้เดียว เช่นนี้มิใช่ประเมินตนเองสูงไปหน่อยหรือ?”
“หนึ่งคนมิอาจพอ เช่นนั้นเจ็ดคนเล่า?”
สิ้นคำ ร่างมากมายก็ทยอยย่างเท้าออกมาจากเงามืด และผู้ที่นำหน้าก็ไม่ใช่ใครอื่น‘เจิ้นอู่หวัง’ จีสงอิงผู้ฝึกวิถียุทธ์ผู้นี้บัดนี้ส่งแววตาโลภทะเยอทะยานใส่ลวี่หยางอย่างถึงที่สุด ราวกับจะกลืนกินเขาเป็นอาหารสด ๆ ให้หมดไปทั้งตัว สายตานั้นแม้เพียงสบยังชวนให้ขนลุกวาบ
และผู้ที่อยู่เบื้องหลังเขา ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่คือบัณฑิตใจนักปราชญ์หวังโป๋หยวนผู้มีรูปโฉมมอมแมม
นอกจากนี้ ด้านหน้าและด้านหลังของตรอกซอกซอยที่ลวี่หยางอยู่ก็ถูกคนปิดล้อมไ