ช่รถติดหรอก แต่ไม่อยากมามากกว่า ไม่เห็นแก่หน้าพ่อเล้ย” ตอนนี้หวางซือหยวนยิ้มเย็นพูดขึ้นมา
“ลูกจ้ะ พูดแบบนี้หมายความว่าไง?” เพิ้งเยิ้นฟางอึ้ง ทำไมเธอรู้สึกว่ามีความหมายแฝงในคำพูดลูกสาวล่ะ
“หมายความว่าไง?” หวางซือหยวนยิ้มเย็นพูดต่อ: “แม่คะ ถ้าหนูบอกแม่ว่า ตอนหนูกับสื้อผิงเลิกงาน เจอหมอนั่นที่หน้าประตูบริษัท แม่เชื่อไหมคะ?”
“เจอเจ้าบ้านนอกนั่น? แล้วทำไมไม่พามันมาด้วยล่ะ?” เพิ้งเย้นฟางอดถามขึ้นไม่ได้
“แม่คิดว่าพวกเราไม่อยากพามาหรอคะ?”
“ตอนนั้นสื้อผิงบอกเขาแล้วว่าพวกเราจะกลับบ้าน ไปทางเดียวกัน ให้เขาขึ้นรถมาด้วย แต่หมอนั่นไม่สนใจสื้อผิงสักนิด” หวางซือหยวนพูดเสียงเย็น
“สื้อผิง จริงหรือเปล่า?” เพิ้งเย้นฟางถามเสียงสูง เธอโกรธขึ้นมาทันที เธอนึกว่าที่เฉินเฟิงยังไม่มาเพราะมีเรื่องอะไร แต่ตอนนี้หวางซือหยวนกลับบอกว่า เฉินเฟิงมาพร้อมพวกเขาได้ แต่กลับไม่ยอมมา
“คุณป้า เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ ตอนนั้นผมให้เฉินเฟิงขึ้นรถมาด้วยกัน แต่เขาไม่ยอมขึ้นรถผม” หลี่สื้อผิงทำหน้าลำบากใจ แต่ในใจลิงโลด ที่จริงเขาคิดจะพูดเรื่องนี้กลางโต๊ะอาหาร แต่ถ้าเขาเป็นคนพูด คงจะทิ้งภาพพจน์ไม่ดีอย่างคนขี้ฟ้อง ยุแยงให้แตกคอกันในสายตาหวางหงอี้แน่
แต่หวางซือหยวนพูดขึ้นมาก่อน เขาค่อยเสริมทัพ ก็จะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว
“ทำไมเขาไม่ยอมขึ้นรถเธอล่ะ? เขาคิดว่าตัวเองเป็นใครหะ? นายกรัฐมนตรีหรือไง?!”
“เจ้าคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! ให้พวกเรารอเข