” ท่าทีไม่ยี่หระของเฉินเฟิงทำให้หลี่สื้อผิงโมโห แต่เขาพยายามข่มกลั้นความโกรธและพูดว่า: “เฉินเฟิง แกไม่รู้สึกหรอว่าตัวเองควรหาอะไรทำบ้าง? คุณอาหวางให้แกมาทำงาน ไม่ใช่ให้แกมานั่งกินนอนกินนะ”
“คุณจะให้ผมออกไปคุยงาน?” เฉินเฟิงถามยิ้มๆ
“ใช่!” หลี่สื้อผิงยอมรับหน้าตาเฉย
“โรงพยาบาลตุงถิงช่วงนี้อยากสั่งซื้อยาต้านมะเร็งล็อตใหญ่ พอดีว่าบริษัทเรามีของอยู่ แต่ไม่มีใครยอมไปคุยให้ แกกับหลี่เล่อว่างๆอยู่ก็ลองไปดูละกัน” หลี่สื้อผิงบอก
เฉินเฟิงขมวดคิ้ว ลางสังหรณ์บอกเขาว่า โรงพยาบาลตุงถิงนั่นต้องมีปัญหาอะไรแน่ๆ ไม่งั้นหลี่สื้อผิงไม่ยอมเอางานนี้ให้เขาทำหรอก
“ผู้จัดการหลี่ ทางโรงพยาบาลตุงถิงนั่น พวกหัวหน้าจ้าวไปคุยหลายครั้งแล้วนะครับ แต่ทุกครั้งที่ไป แม้แต่หน้าคนรับผิดชอบก็ยังไม่เคยได้เจอเลย ก็โดนไล่ออกมาแล้ว ผมกับพี่เฟิงไปก็คงโดนหยามเหมือนกัน…” ตอนนี้หลี่เล่อทำใจกล้าพูดขึ้นมา ทั่วทั้งบริษัทต่างรู้กันดีว่า โรงพยาบาลตุงถิงน่ะหยิ่งขนาดไหน
ถึงบริษัทเภสัชกรรมคางเหม่ยจะเป็นบริษัทใหญ่ในโลกการผลิตตา แต่โรงพยาบาลตุงถิงกลับไม่เห็นบริษัทเภสัชกรรมคางเหม่ยอยู่ในสายตา
คนของฝ่ายขายบริษัทเภสัชกรรมคางเหม่ยวิ่งไปคุยธุรกิจที่โรงพยาบาลตุงถิง แม้แต่หน้าคนรับผิดชอบก็ยังไม่ได้เจอ ก็โดนไล่ออกมา
ต่อให้เป็นผู้จัดการอย่างหลี่สื้อผิงไปด้วยตัวเอง ก็เจอการต้อนรับแบบเดียวกัน
ถ้าหลี่สื้อผิงให้พนักงานตัวเล็กอย่างเขากับเฉินเฟิงไปคุย