งตบหน้าดังขึ้น บรรยากาศเงียบลงฉับพลัน
“แก…แกกล้าตบหน้าฉัน?!” หวางเต๋อฟากุมแก้ม เบิกตากว้าง สีหน้าบ่งบอกว่าไม่อยากจะเชื่อ
“ทำไมจะไม่กล้า?” เฉินเฟิงยิ้มน้อยๆ หวางเต๋อฟาคิดว่า ที่นี่เป็นถิ่นเขาแล้วจะทำอะไรก็ได้ งั้นเฉินเฟิงคงได้แต่พูดว่า เขาอ่อนวัยเกินไป
“ไอ้ขยะ! ไอ้ขยะ!”
“ไอ้ขยะอย่างแก แกอยากตายหรือไงหะ!” เพิ้งเย้นฟางโกรธลมออกหู ตะโกนเสียงแหลมปรี๊ด เธอไม่คิดเลยว่า เฉินเฟิงกล้าตบหวางเต๋อฟาอีกฉาดต่อหน้าเธอ
“เพิ้งเย้นฟาง!”
เฉินเฟิงตะคอกเสียงเย็น มีรังสีอำมหิตออกมาจากร่างเขา
รังสีนี้ทำให้เพิ้งเย้นฟางชะงักกึก
“ผมมาบ้านคุณครั้งนี้เพื่อมาคุยด้วยเหตุผล ไม่ใช่มาทะเลาะกับคุณ ทางที่ดีคุณเก็บกิริยากร่างไร้เหตุผลนั่นไปซะ!” เฉินเฟิงมองเพิ้งเย้นฟางด้วยสายตาเย็นชา
เพิ้งเย้นฟางรู้สึกขนลุก เธอถึงกลับไม่กล้าสบตาเฉินเฟิง
“หวางเต๋อฟา!” เฉินเฟิงเบนสายตากลับไปที่หวางเต๋อฟา ซึ่งหวางเต๋อฟาเองก็สะดุ้งเหมือนกัน
“ทำไมผมตบคุณ?” เฉินเฟิงถามเสียงเย็น
“ฉัน…” หวางเต๋อฟาพูดตะกุกตะกัก ไม่กล้าแม้แต่จะมองเฉินเฟิง
“คุณไม่กล้าพูด?” เฉินเฟิงยิ้มเย็น
“ในเมื่อคุณไม่กล้าพูด งั้นผมพูดเอง!”
“ผมเอาหยกประจำตระกูลคุณมามอบให้คุณเสร็จ คุณให้ผมหนึ่งพัน บอกว่านับจากนี้สองตระกูลถือว่าหมดหนี้ต่อกันแล้ว”
“แกโกหก ฉันให้เต๋อฟาไปหนึ่งแสน เขาจะให้แกแค่หนึ่งพันได้ยังไง!” เพิ้งเย้นฟางเดือดเหมือนโดนน้ำร้อนสาด ไอ้ขยะนี่กล้าใส่ร้ายลูกชายเธอ
“หุบป