งซวี่โก๋จี้!” หวางเต๋อฟาแหวๆอยู่ข้างๆ จิ่งซวี่โก๋จี้เป็นถิ่นเขา ในฐานะเจ้าของจิ่งซวี่โก๋จี้ ตระกูลเขามีอำนาจให้ยามของจิ่งซวี่โก๋จี้ทำอะไรให้ก็ได้
“แม่ พี่ใหญ่ โหวกเหวกโวยวายอะไรกันน่ะ?”
เฉินเฟิงกำลังคิดจะพูด ก็ได้ยินเสียงใสแทรกขึ้นมาจากในคฤหาสน์
จากนั้น ผู้หญิงร่างโปร่งราวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบซม.ใส่ชุดมีสไตส์เดินเข้ามา ข้างกายเธอมีผู้ชายร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ด้วย
ผู้ชายคนนั้นใส่แว่นตามอง ดูเรียบร้อย แต่ในแววตากลับส่อแววเย่อหยิ่งและเจ้าเล่ห์เอาไว้
“สื้อผิง ซือหยวน มากันได้ไงล่ะเนี่ย?” พอเห็นทั้งคู่ เพิ้งเย้นฟางเปลี่ยนเป็นสีหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี
ผู้ชายที่ชื่อสื้อผิงปรายตามองเฉินเฟิงหนึ่งที ก่อนยิ้มมุมปากถามว่า: “คุณป้า ให้ผมช่วยไหมครับ?”
“ไม่ต้องจ้ะ ไม่ต้อง สื้อผิง เรื่องนี้น้าจัดการเองได้ เรารีบไปทานข้าวเถอะ” เพิ้งเย้นฟางยิ้มบอก สายตาที่มองสื้อผิงส่อประกายพอใจ
“แม่คะ คนนี้ใครน่ะ?”
ผู้หญิงร่างสูงโปร่งปรายตาเหยียดมองเฉินเฟิง และไม่ปิดบังสายตาเหยียดหยามนั่นเลยสักนิด
“เขาชื่อเฉินเฟิง เป็นลูกเขยของเพื่อนทหารพิการพ่อเราน่ะ” เพิ้งเย้นฟางยิ้มเย็นบอก
เพื่อนทหารพิการ?
พอได้ยินเพิ้งเย้นฟางบอกแบบนี้ หวางซือหยวนนึกขึ้นได้ว่า เพิ้งเย้นฟางพูดถึงเสี้ยเว่ยกั๋ว
“ลูกเขยแต่งเข้าบ้านเมีย? เขามาบ้านเราทำไมคะ?” หวางซือหยวนมองเฉินเฟิงอย่างรังเกียจ ถึงเธอจะรู้เรื่องเขาไม่เยอะ แต่แค่คำว่าลูกเขยแต่งเข้าบ้านเมียก็พอให้เ