รื่องสำคัญมากนะ” หลินเย่นพูดอีก ขอแค่ครั้งนี้สำเร็จการร่วมงานกับบริษัทติ่งเฟิง งั้นพอกลับจงไห่ เธอก็จะได้ ตัดคำว่ารองจากตำแหน่งรองประธานกรรมการทิ้งซะที เลื่อนขั้นเงินเดือนขึ้นสบายๆเลย
“อืม โทรเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ” ถางรั่วเสวี่ยนพยักหน้า ถึงจะไม่อยากเท่าไรห่ แต่เธอเข้าใจดีว่า นี่เป็นโอกาสสำคัญของหลินเย่น
ไม่นาน ก็โทรติด
“รั่วเสวี่ยน นึกยังไงโทรหาผมเนี่ย?” ปลายสายเห็นได้ชัดว่าเซอร์ไพร์สมาก
แต่ถางรั่วเสวี่ยนกลับเย็นชาเล็กน้อย เธอไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่ถามอย่างอื่นแทน: “เกิ่งห้าว ตอนนี้นายยังทำงานที่ติ่งเฟิงใช่ไหม?”
“ใช่ รั่วเสวี่ยน ตอนนี้ผมเป็นผู้จัดการแผนกบุคคลของติ่งเฟิงแล้วนะ” น้ำเสียงเกิ่งห้าวออกแววโอ้อวดนิดๆ
“งั้นนายรู้จักหลินจงเหว่ยไหม?”
“ประธานหลิน?” เกิ่งห้าวตกใจ: “รั่วเสวี่ยน เธอจะหาประธานหลินของเราทำไม?”
“นายอย่าถามเลยว่าทำไม นายบอกแค่รู้จักไหมก็พอ” ถางรั่วเสวี่ยนเริ่มรำคาญ
“รู้จักสิ ประธานหลินเป็นหัวหน้ารับผิดชอบหลักของบริษัทเรา ผมได้เป็นผู้จัดการแผนกบุคคลนี่ก็เพราะได้ประธานหลินให้โอกาสดันขึ้นมา” เกิ่งห้าวรีบบอก ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา ประธานกรรมการใหญ่ไม่เคยปรากฏตัวเลย ดังนั้นเรื่องทั้งหมดของบริษัทติ่งเฟิงเลยมีหลินจงเหว่ยดูแลรับผิดชอบทั้งหมด
ที่บริษัทติ่งเฟิง หลินจงเหว่ยมีอำนาจเด็ดขาดมาก
“ในเมื่อนายรู้จักหลินจงเหว่ย งั้นนายนัดเขาออกมาทานข้าวกับพวกฉันไม่ยากมั้ง?” ถางรั่วเสวี่ยนพูดต